ปฏิทินคุณแม่ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์
บทความยอดนิยม
บทความปฏิทินคุณแม่ตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์อัพเดตล่าสุด
สัปดาห์ที่ 1: แทบไม่รู้เลยว่าจะเป็น “แม่” แล้ว
เมื่อวันแรกของการเป็นคุณแม่มาถึง คุณแม่มือใหม่ทุกคนก็ต้องตั้งหน้าตั้งตาเตรียมความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเองค่ะ ซึ่งอีกหนึ่งชีวิตน้อยในๆ ในครรภ์ของคุณจะมีพัฒนาการที่ดีและสุขภาพร่างกายแข็งแรงเพียงใดนอกจากโครงสร้างพันธุกรรมจากพ่อแม่แล้ว สิ่งสำคัญคือขึ้นอยู่กับคุณแม่ป้อนและเติมอะไรเข้าไปขณะที่เขาหายใจอยู่ในท้องบ้าง เนื่องจากทุกๆ สิ่งทั้งอาหารการกิน สภาวะอารมณ์ รวมถึงสภาพแวดล้อมในประจำวันของคุณแม่ตั้งครรภ์มีผลต่อลูกน้อยทั้งสิ้น ดังนั้น Mom and Baby จึงนำข้อมูลและเคล็ดลับดีๆ มาฝากคุณแม่มือใหม่ เพื่อทำให้ 40 สัปดาห์ต่อจากนี้ไปเป็นช่วงเวลาแห่งครรภ์คุณภาพแสนมหัศจรรย์ของคุณและลูกรักค่ะ Week 1 ของการตั้งครรภ์... ฉันแทบไม่รู้ตัวเลยว่า “ท้อง” ช่วงสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่บางคนแทบไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเลยค่ะ เพราะอันที่จริงแล้วในทางการแพทย์สัปดาห์นี้คือช่วงวันแรกหลังประจำเดือนคุณแม่มาครั้งสุดท้าย ซึ่งไข่คุณแม่จะตกและได้รับการปฏิสนธิหลังจากนั้น 2 สัปดาห์... แล้วใครจะไปคิดล่ะคะว่าจะท้อง จริงไหมคะ แต่นี่แหละค่ะ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการปฏิสนธิเลยก็ถือว่านี่คือสัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ โดยที่ช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 คุณแม่จะตั้งครรภ์โดยที่ยังไม่มีทารกในครรภ์เลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตั้งครรภ์จริงหรือเปล่า ให้คุณแม่สังเกตตัวเองค่ะว่ามีอาการดังต่อไปนี้หรือไม่ • ช่วงที่ไข่ตกจะมีมูกใสๆ ลื่นๆ คล้ายไข่ขาวออกมาทางช่องคลอด • รู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอนบ่อย และอยากนอนนานๆ เนื่องจากระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป • อุณหภูมิร่างกายคุณแม่จะสูงขึ้นกว่าปกติ 0.5-1.5 องศาเซลเซียส • จมูกไว สามารถรับรู้กลิ่นรอบตัวได้ไวกว่าปกติ ถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีอาการเหล่านี้ ควรเตรียมตัวไปพบสูตินรีแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดและฝากครรภ์ได้เลยค่ะ คุณแม่ต้องเตรียมตัวอย่างไรเมื่อ “Week 1” เริ่มขึ้นแล้ว สิ่งแรกที่คุณแม่ควรทำหากสงสัยว่าตัวเองกำลังตั้งครรภ์คือรีบไปฝากครรภ์กับสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพครรภ์และรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้องระหว่างตั้งครรภ์ค่ะ และคุณแม่ต้องงดทุกสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆ กับครรภ์ เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น ในช่วงสัปดาห์แรกนี้นอกจากต้องดูแลร่างกายตัวเองแล้วคุณแม่ต้องปรับจิตใจให้เป็นปกติเพื่อเตรียมรับมือความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่จะตามมาอีก 39 สัปดาห์ด้วยนะคะ

สัปดาห์ที่ 2: “ปฏิสนธิ” จุดเริ่มของลูกรัก
อย่างที่บอกไปครั้งก่อนค่ะว่าในช่วงสัปดาห์ที่ 1-2 ของการตั้งครรภ์นั้นคุณแม่อาจยังไม่ทันรู้ตัว และเป็นช่วงเวลาที่ในครรภ์ของคุณแม่ยังไม่มีตัวอ่อนหรือทารกเลย แต่ช่วงสัปดาห์ที่ 2 นี่แหละค่ะที่การปฏิสนธิกำลังจะเริ่มเกิดขึ้น Week 2 ของการตั้งครรภ์... ช่วงของการ “ตกไข่” ช่วง “ตกไข่” ของคุณแม่นี้จะเกิดขึ้นประมาณ 14-15 วันหลังจากมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งเมื่อไข่ตกก็จะมีอสุจิหลายล้านตัวเดินทางเข้ามาทำภารกิจ “ปฏิสนธิ” โดยอสุจิตัวที่แข็งแรงที่สุดจะว่ายผ่านปากมดลูกเข้าไปภายในมดลูกและเข้าไปถึงท่อรังไข่โดยใช้เวลาเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น และส่วนหัวของอสุจิจะปล่อยเอนไซม์ย่อยสลายเพื่อเปิดทางเจาะเยื่อหุ้มไข่ หลังจากนั้นตัวอสุจิส่วนที่เป็นนิวเคลียสจะเข้าไปผสมกับนิวเคลียสของไข่เกิดเป็นการปฏิสนธิขึ้นค่ะ ทั้งนี้ การปฏิสนธิจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 72 ชั่วโมงก่อนไข่ตกจนถึง 24 ชั่วโมงหลังไข่ตกเท่านั้นนะคะ เนื่องจากอสุจิจะมีชีวิตอยู่รอดภายในท่อรังไข่ได้เพียง 72 ชั่วโมง และไข่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ 24 ชั่วโมงหลังหลุดออกมาจากรังไข่จากนั้นก็จะฝ่อสลายหายไปค่ะ หลังจากการปฏิสนธิร่างกายของคุณแม่จะมีการผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อฮอร์โมนถูกปล่อยเข้าไปในกระแสเลือดจะทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกก่อตัวเป็นผนังที่หนาขึ้น รอคอยรองรับการฝังตัวของตัวอ่อนหลังจากที่การปฏิสนธิเริ่มขึ้นนั่นเอง และทันทีการปฏิสนธิเกิดขึ้นไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะทำการขยายเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องต่อไปค่ะ คุณแม่ต้องทำอะไรบ้างใน “Week 2” • ใส่ใจและปรับเปลี่ยนการกินอาหาร โดยเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ กินให้ครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอทั้งต่อตัวเองและต่อตัวอ่อนที่กำลังจะเกิดขึ้นในครรภ์ • ดื่มน้ำให้มากเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวและทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น • ดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว เพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียมซึ่งมีประโยชน์ต่อกระดูกของคุณแม่และจำเป็นต่อการสร้างร่างกายของทารกค่ะ • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหม โดยให้ใช้วิธีเดินออกกำลังเบาๆ หรือลองปรึกษาแพทย์ถึงการออกกำลังกายที่ถูกต้องในช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ • พบและปรึกษาสูตินรีแพทย์เกี่ยวกับการรับวัคซีนที่ยังขาดอยู่ก่อนการตั้งครรภ์เพื่อลดความเสี่ยงของโรค หรือภาวะผิดปกติอื่นที่อาจเกิดแฝงได้ขณะที่ตั้งครรภ์ การเตรียมความพร้อมของคุณแม่เป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับทากรกน้อยในครรภ์นะคะ ไข่จะฝังตัวอย่างแข็งแรงหรือไม่ อีก 38 สัปดาห์ที่เหลือจะเป็นอย่างไร ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคุณแม่ในช่วงเวลานี้ค่ะ

สัปดาห์ที่ 3: แม่ต้องกินอาหารอุดมโฟลิกเพื่อสุขภาพของหนูแล้วนะ
ภายในร่างกายของคุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์ ช่วงนี้เองที่ลูกน้อยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงของการเป็น “ตัวอ่อน” ค่ะ เขาจะเจริญเติบโตแบบไหน แล้วคุณแม่ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงนี้... ตามมาดูข้อมูลกันเลยค่ะ Week 3 ของการตั้งครรภ์... ไข่เริ่มมีการฝังตัวแล้ว หลังจากปฏิสนธิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 5-7 วัน ไข่จะเดินทางไปฝังตัวในผนังมดลูกค่ะ ซึ่งไข่ของคุณแม่จะเจริญเติบโตและพัฒนาเซลล์กลุ่มต่างๆ อย่างรวดเร็ว เซลล์บางกลุ่มพัฒนาเป็นตัวอ่อน (Embryo) บางกลุ่มก่อตัวเป็นโครงสร้างหล่อเลี้ยงตัวอ่อน เซลล์จากเยื่อหุ้มรอบตัวอ่อนจะสร้างรก (Placenta) และสายสะดือ (Umbilical Cord) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการนำอาหารจากคุณแม่ไปสู่ตัวอ่อน พร้อมนำของเสียที่ตัวอ่อนขับถ่ายออกมากลับมาที่คุณแม่ด้วย โดยมีถุงน้ำคร่ำ (Amniotic Sac) เป็นเสมือนปราการโอบอุ้ม ปกป้องและป้องกันลูกน้อยจากแรงกระแทกที่อาจเกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกครรภ์ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 3 สัปดาห์ ตัวอ่อนของเจ้าตัวเล็กจะเริ่มมีเซลล์โครโมโซมกำหนดเพศในช่วงนี้ค่ะ โดยเขาจะมีจำนวนโครโมโซมทั้งหมด 46 ตัว ครึ่งหนึ่งรับมาจากคุณแม่ (โครโมโซม x) อีกครึ่งหนึ่งรับมาจากคุณพ่อ (โครโมโซม x และ y) ซึ่งนอกจากจะกำหนดเพศแล้วโครโมโซมเหล่านี้ยังเป็นตัวกำหนดลักษณะทางพันธุกรรม เช่น สีตา ผิว และรูปร่างของลูกน้อยด้วยค่ะ คุณแม่ต้องทำอะไรบ้างใน “Week 3” ในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์เป็นช่วงที่ไข่ซึ่งได้รับการผสมแล้วจะขยายเซลล์ออกไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง สิ่งสำคัญเป็นพิเศษสำหรับคุณแม่ในช่วงนี้ก็คือ อาหารการกิน โดยนอกจากต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเน้นกินผักใบเขียวแล้ว ควรเลือกกินให้ได้สารอาหารด้วยค่ะ • เลือกกินเนื้อสัตว์ ปลา และอาหารทะเล เพื่อให้ร่างกายได้รับกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และบี 12 แคลเซียม และกรดไขมันโอเมก้า 3 ซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และกระดูกของทารกค่ะ • ควรเลือกกินอาหารประเภทธัญพืชต่างๆ กระเจี๊ยบ อะโวคาโด บล็อกโคลี ส้ม โยเกิร์ต ฯลฯ ซึ่งมีกรดโฟลิกสูง โดยกรดโฟลิกนี้มีหน้าที่สำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม ทั้งยังทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 เพื่อช่วยสร้างให้เซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์ของตัวอ่อนมีความแข็งแรง ที่สำคัญยังสามารถช่วยป้องกันการเกิดความพิการต่างๆ ของทารกในครรภ์ได้ด้วยค่ะ หากในช่วงนี้คุณแม่มีเลือดออกจากช่องคลอดในปริมาณเล็กน้อยถือว่าปกติที่เกิดจากการฝังตัวของไข่ในผนังมดลูก แต่หากเลือดออกในปริมาณมากอย่านิ่งนอนใจ ให้รีบไปพบแพทย์ทันทีนะคะ

สัปดาห์ที่ 4: อาการของ “คนท้อง” เริ่มมาแล้วจ้า
ในสัปดาห์ที่ 4 ของการตั้งครรภ์อาการที่บ่งบอกว่าคุณแม่กำลัง “ตั้งครรภ์” เริ่มแสดงตัวออกมาแล้วค่ะ ทั้งประจำเดือนขาด แพ้ท้อง อยากกินอาหารแปลกๆ หรืออาหารที่มีรสเปรี้ยว เอ้า... ชัดเจนขนาดนี้แล้วมาดูกันค่ะว่าต้องดูแลตัวเองและเจ้าตัวเล็กในครรภ์อย่างไรบ้าง Week 4 ของการตั้งครรภ์... เริ่มมีสัญญาณของ “คนท้อง” อย่างชัดเจน เมื่อเดินทางมาถึงช่วงสัปดาห์ที่ 4 หรือครบ 1 เดือนของการตั้งครรภ์ สิ่งที่คุณแม่จะสังเกตได้ชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองคือ ประจำเดือนที่เคยมาเป็นประจำนั้นขาดไป นอกจากนี้คุณแม่อาจมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียนตอนเช้า (Morning sick) ซึ่งสาเหตุเกิดจากตัวอ่อน (embryo) จะหลั่งฮอร์โมนตั้งครรภ์ (hCG) เข้าไปในกระแสเลือดของคุณแม่ทำให้อาการเหล่านี้เกิดขึ้นค่ะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 4 สัปดาห์ ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์นี้เป็นขั้นตอนของการสร้างเนื้อสมองที่ทางการแพทย์เรียกว่า Hyperplasia stage ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เมื่อมีการตั้งครรภ์ไปจนถึงช่วงที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 4 เดือนค่ะ โดยในสัปดาห์ที่ 4 เซลล์ของตัวอ่อน (embryo) จะเริ่มแบ่งตัวประมาณ 150 เซลล์ เพื่อสร้างร่างกายของทารกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ • เซลล์ชั้นนอก (Ectoderm) เพื่อสร้างสมอง เส้นประสาท ผิวหนัง ผม และตา • เซลล์ชั้นกลาง (Mesoderm) จะพัฒนากลายเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเลือด หัวใจและอวัยวะเพศ • เซลล์ชั้นใน (Endoderm) พัฒนาเป็นอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ กระเพาะอาหาร ปอด ตับ ฯลฯ เรียกว่าเริ่มมีอวัยวะสำคัญเกือบครบแล้วแม้ตัวอ่อนจะมีขนาดเพียง 1/4 นิ้วเท่านั้น คุณแม่ต้องทำอะไรบ้างใน “Week 4” • อาหารการกินของคุณแม่ในช่วงนี้ควรเน้นอาหารที่ให้ธาตุเหล็กสูง เนื่องจากจะช่วยสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารที่สำคัญในการนำออกซิเจนไปสู่ตัวอ่อนได้ และควรกินให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักผลไม้เพื่อป้องกันอาการท้องผูกซึ่งเป็นอาการยอดฮิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ • คุณแม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอโดยนอนหลับช่วงกลางคืนให้ได้นานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง และไม่ควรเดินทางไกลหรือนั่งรถเป็นระยะเวลานานๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่ออาการแพ้ท้อง และการถูกกระทบกระเทือนจากการกระแทก นอกจากการดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้ว คุณแม่ควรไปพบแพทย์ที่ฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอเพื่อรับคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง รวมถึงเรื่องการกินวิตามินบำรุงต่างๆ ในแต่ละช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ เพื่อความแข็งแรงทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

สัปดาห์ที่ 5: ตึก ตึก ตึก... หัวใจของลูกน้อยเริ่มเต้นแล้ว
ช่วงเดือนที่สองของการเป็นคุณแม่เริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ โดยในสัปดาห์ที่ 5 นี้ร่างกายของคุณแม่จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งทางด้านร่างกายและอารมณ์ มาดูกันดีกว่าว่านอกจากหน้าท้องที่อาจจะเริ่มป่องออกมาแล้ว ยังมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณและลูกน้อยในช่วงนี้บ้าง แล้วคุณแม่ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างไร Week 5 ของการตั้งครรภ์: ร่างกายคุณแม่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงเดือนที่สองของการตั้งครรภ์ หรือในสัปดาห์ที่ 5 นี้ คุณแม่จะสังเกตได้ว่าช่วงสัปดาห์นี้ตัวเองจะมีอาการคล้ายตอนก่อนมีประจำเดือน เช่น คัดหน้าอก ลานหัวนมมีสีเข้ม อารมณ์แปรปรวน แถมยังมีน้ำลายมากกว่าปกติ และปัสสาวะบ่อยเนื่องจากมดลูกที่ขยายมากดทับกระเพาะปัสสาวะด้วย ตอนนี้ร่างกายของคุณแม่จะผลิตฮอร์โมนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วค่ะ ทั้งโปรเจสเทอโรนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อมดลูกคลายตัว ลดความดันโลหิต เอสโตรเจนช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนม เสริมสร้างมดลูกให้แข็งแรง และฮอร์โมน HCG (Human Chroionic Gonadotrophin) ซึ่งผลิตออกมาจากรก พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 5 สัปดาห์ ไม่ใช่แค่คุณแม่เท่านั้นนะคะที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในช่วงสัปดาห์ที่ 5 นี้เจ้าตัวเล็กในครรภ์ก็มีพัฒนาการและการสร้างร่างกายที่รวดเร็วมากเช่นกัน • ตัวอ่อนของทารกสร้างหัวใจครบ 4 ห้อง และสัปดาห์นี้หัวใจของลูกน้อยจะเริ่มเต้นแล้วค่ะ • เป็นช่วงเริ่มต้นของการสร้างเพดานปาก • อวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ ไต ตับ กระเพาะอาหารเริ่มทำงาน • ตัวอ่อนเริ่มมีการสร้างส่วนที่เป็นเนื้อสมอง โดยเริ่มจากสร้างเป็นแผ่นบางๆ โค้งเข้ามาบรรจบกันเป็นท่อเหมือนหลอดกาแฟ (Neural Tube) ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นสมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนหลังต่อไปค่ะ คุณแม่ต้องทำอะไรบ้างใน “Week 5” เนื่องจากสัปดาห์ที่ 5 คุณแม่จะมีอาการแพ้ท้องมากขึ้นแถมยังเหนื่อยง่าย ดังนั้น จึงต้องพักผ่อนให้เต็มที่และควรปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้ค่ะ • บรรเทาอาการแพ้ท้องโดยกินอาหารครั้งละน้อยๆ แต่กินบ่อยโดยแบ่งอาหารเป็น 5-6 มื้อต่อวันเพื่อไม่ให้ท้องว่าง เลี่ยงอาหารทอด มัน มีเครื่องเทศมาก เพราะอาจกระตุ้นให้อยากอาเจียน • จิบน้ำขิงอุ่นๆ ลดอาการคลื่นไส้ได้ค่ะ • หลังจากอาเจียนให้กลั้วปากด้วยน้ำอุ่นเพื่อล้างกลิ่นและคราบอาหาร ลดอาการพะอืดพะอม ในช่วงแรกๆ ของการตั้งครรภ์นี้ระบบหมุนเวียนโลหิตและหัวใจของคุณแม่จะทำงานหนักขึ้นจนรู้สึกเหนื่อยง่าย ดังนั้น ลองหาเวลาพักผ่อนในช่วงกลางวัน หรืองีบในช่วงบ่ายๆ บ้าง จะช่วยทำให้คุณแม่สดชื่นขึ้นได้นะคะ แล้วอย่า... อย่าเครียดหรือกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ค่ะ เพราะทุกอารมณ์ของคุณแม่ส่งผลกระทบต่อลูกน้อยได้

สัปดาห์ที่ 6: หัวใจ 2 ดวงกำลังเต้นไปพร้อมกัน
เผลอแป๊บเดียว 6 สัปดาห์แล้วนะคะที่คุณมีอีก 1 ชีวิตน้อยๆ ในท้อง และหลังจากจังหวะหัวใจแรกของลูกเต้นตุบๆ ไปเมื่อสัปดาห์ที่ 5 เรามาตามดูกันต่อดีกว่าค่ะว่าสัปดาห์นี้หัวใจของลูกรักจะเป็นอย่างไร แล้วร่างกายของคุณแม่จะมีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้นให้ต้องดูแลใส่ใจบ้าง Week 6 ของการตั้งครรภ์: คุณแม่เริ่มมีอาการท้องผูก ก่อนจะไปดูว่าหัวใจเจ้าตัวเล็กเต้นเป็นจังหวะแบบไหน คุณแม่ต้องเตรียมใจรับมือกับสิ่งที่จะเกิดกับร่างกายของตัวเองก่อน ดังนี้ค่ะ • ในช่วงสัปดาห์นี้ร่างกายคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจนรู้สึกว่าอารมณ์ของตัวเองขึ้น-ลงง่ายมากๆ จนแทบควบคุมไม่อยู่เลยค่ะ • เริ่มมีอาการคัดตึงเต้าและเต้านมขยายเพราะต่อมน้ำนมเตรียมผลิตน้ำนมแล้ว • ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนที่เพิ่มขึ้นจะทำให้กล้ามเนื้อลำไส้ของคุณแม่ทำงานน้อยลง อาหารผ่านไปได้ช้ากว่าปกติ น้ำในอาหารจึงถูกดูดซึมมากจนอุจจาระแห้งเกิดเป็นอาการท้องผูก • อาการแพ้ท้องจะแสดงฤทธิ์เดชมากขึ้น คุณแม่อาจคลื่นไส้ อาเจียน เหนื่อยง่ายหรือเป็นลมได้ง่ายเนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งหากมีอาการมากควรปรึกษาแพทย์ค่ะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 6 สัปดาห์ แม้ช่วงนี้ทารกน้อยในครรภ์ของคุณแม่จะมีความสูงเพียง 8 มิลลิเมตร และขนาดตัวเท่ากับลูกอ๊อดตัวเล็กๆ เท่านั้น แต่เขากลับมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเชียวค่ะ พัฒนาการของลูกจะเป็นอย่างไรบ้าง มาดูกันเลย • หัวใจทารกจะเต้นเร็วกว่าคุณแม่มากถึง 2 เท่า โดยจะเต้นถี่ประมาณ 180 ครั้งต่อนาที ระบบเลือดเริ่มไหลเวียนหล่อเลี้ยงร่างกาย • ปุ่มเล็กๆ บนตัวทารกที่จะกลายเป็นแขนและขาเริ่มเป็นรูปร่างมากขึ้น และหากคุณแม่มีการอัลตราซาวนด์ในสัปดาห์นี้จะเห็นรูปทรงหัวกับรอยโค้งของกระดูกสันหลังทารกอย่างชัดเจน • ดวงตาของทารกเริ่มเป็นรูปร่างและมีสีคล้ำขึ้น คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 6” การดูแลตัวเองของคุณแม่ในช่วงการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 6 นี้ควรเน้นการกินเพื่อลดปัญหาท้องผูก แพ้ท้อง รวมถึงการปฏิบัติตัวที่จะส่งผลไปถึงทารกในครรภ์ดังนี้ค่ะ • ดื่มน้ำให้มากขึ้น หรือดื่มน้ำผลไม้คั้นสด กินผักและผลไม้ที่มีกากใยเพื่อบรรเทาอาการท้องผูก • การออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินสูดอากาศบริสุทธิ์ช่วงเช้าวันละประมาณ 10-15 นาที • กินขนมปังกรอบก่อนลุกจากที่นอนในตอนเช้าช่วยลดอาการ Morning Sick ได้ค่ะ อ้อ... ไม่ต้องรีบนะคะ ค่อยๆ กินทีละนิดก็พอ ในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์นี้ทารกน้อยในท้องคุณแม่กำลังสร้างอวัยวะพื้นฐานสำคัญทั้งหมดของเขา ดังนั้น คุณแม่จำเป็นต้องต้องระมัดระวังเรื่องของการใช้ยาต่างๆ เป็นพิเศษค่ะ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยเป็นอะไรก็ตามอย่าพยายามซื้อยามากินเองนะคะ ควรปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ดีที่สุดค่ะ

สัปดาห์ที่ 7: เอ๊ะ... คุณแม่เริ่มตุ้ยนุ้ยขึ้นแล้วสิ
โอกาสของการช้อปปิ้งชุดใหม่มาถึงแล้วค่ะ ไม่ได้หมายถึงชุดคลุมท้องนะคะ ยังค่ะ... ยังไม่ถึงเวลา แต่ช่วงสัปดาห์ที่ 7 นี้ขอแนะนำให้คุณแม่ไปเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ใส่สบายและยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะเนื้อหนังมังสาที่มากขึ้นทำให้คุณแม่รู้สึกว่าตัวเองอ้วนขึ้นและชุดเดิมที่เคยใส่ได้นั้นเริ่มทำให้อึดอัดแล้วล่ะ Week 7 ของการตั้งครรภ์: มดลูกโตและปวดฉี่บ่อยมากขึ้น ช่วงสัปดาห์นี้มดลูกของคุณแม่มีการขยายตัวมากขึ้นเป็นสองเท่าจนทำให้รู้สึกหน่วงๆ ในท้องน้อย และปีกมดลูกถูกดึงรั้งให้ตึงจนคุณแม่อาจรู้สึกเจ็บได้บ่อยๆ ค่ะ นอกจากนี้คุณแม่จะปวดฉี่บ่อยขึ้นเพราะการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางถูกฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนรบกวน กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะจึงผ่อนคลาย แม้จะมีฉี่ในกระเพาะปัสสาวะเพียงเล็กน้อยก็ทำให้คุณแม่รู้สึกปวดได้ แถมเลือดที่จะไปเลี้ยงตัวอ่อนยังคั่งบริเวณมดลูกเพิ่มขึ้นกระเพาะปัสสาวะยิ่งบีบตัวบ่อยจนคุณแม่ปวดฉี่บ่อยเป็นธรรมดาค่ะ ส่วนอาการแพ้ท้องในช่วงนี้อาจส่งผลทำให้คุณแม่มีอาการแสบแถวๆ ลิ้นปี่เพราะน้ำย่อยที่ออกมาขณะอาเจียนทำให้หลอดอาหารระคายเคืองจนรู้สึกแสบได้ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 7 สัปดาห์ รู้อาการของคุณแม่กันไปแล้ว มาติดตามพัฒนาการของลูกรักกันบ้างค่ะ ว่าในสัปดาห์ที่ 7 นี้เขาโตขึ้นมากแค่ไหนแล้ว • ช่วงนี้ทารกมีความยาวประมาณ 1.3 เซนติเมตรแล้วค่ะ โดยมีส่วนหัวที่ใหญ่กว่าลำตัว เริ่มมีจุดเล็กๆ สีดำบริเวณตา มีปุ่มแขนขาเล็กๆ ขึ้นมาแถมยังเหมือนจะมีหางเล็กๆ ที่จะค่อยๆ กลายเป็นกระดูกก้นกบออกมาด้วยค่ะ • ตับของเจ้าตัวเล็กเริ่มทำงานฟอกเซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วค่ะ แถมร่างกายลูกเริ่มผลิตอินซูลินเพื่อช่วยย่อยอาหาร ลำไส้ก็เริ่มก่อตัวเป็นโพรงเพื่อส่งถ่ายเลือด ออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายแล้ว • ระบบประสาทของทารกพัฒนาอย่างต่อเนื่องในสัปดาห์นี้ โดยเริ่มมีการสร้างรูจมูก ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน เปลือกตา นิ้วเท้าและนิ้วมือเริ่มเป็นรูปร่างแต่ยังถูกเชื่อมไว้ด้วยพังผืดหนาๆ อยู่ค่ะ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 7” ช่วงนี้การกินอาหารของคุณแม่สำคัญมากค่ะเนื่องจากเป็นช่วงของการพัฒนาเซลล์ประสาทของเจ้าตัวเล็กในครรภ์ ดังนั้น คุณแม่ควรได้รับสารอาหารอย่างโอเมก้า 3 อย่างเพียงพอที่จะช่วยให้สมองลูกเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ โดยคุณแม่สามารถรับโอเมก้า 3 จากการกินปลา โดยเฉพาะปลาแซลมอน หรือกินถั่วเหลือง และเมล็ดฟักทองค่ะ ในขณะตั้งครรภ์นั้นระบบภูมิต้านทานร่างกายของคุณแม่จะมีประสิทธิภาพลดลงกว่าที่เคยเป็นค่ะ ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน โดยเลือกกินของสด ใหม่ และสะอาดอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองและลูกรักในครรภ์นะคะ

สัปดาห์ที่ 8: ภาวะเครียดเริ่มคุกคามคุณแม่
ความวิตกกังวลและความเครียดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะเริ่มมาเยือนคุณแม่อย่างจริงจังในช่วงสัปดาห์ที่ 8 นี้ค่ะ ยิ่งเป็นท้องแรกด้วยแล้ว สารพัดความกังวลเชียวล่ะที่จะเกิดขึ้น กลัวครรภ์มีปัญหา กลัวลูกมีความผิดปกติ ฯลฯ นอกจากนี้ระดับฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนแปลงก็ส่งผลให้อารมณ์คุณแม่แปรปรวนง่ายมากในช่วงนี้ แล้วจะแก้ไขอย่างไรดีตามมาดูกันค่ะ Week 8 ของการตั้งครรภ์: ความเครียดเริ่มมา ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนจะมีผลต่อคุณแม่มากขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ค่ะ ไม่ว่าจะทำอะไรคุณแม่จะรู้สึกเหนื่อยและเพลียได้ง่าย ส่งผลให้ทำอะไรช้าลง รู้สึกอืดอาด อีกทั้งภาวะเครียดระหว่างตั้งครรภ์ก็จะเริ่มคุกคามคุณแม่ทำให้นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ แถมอาการแพ้ท้องที่หนักมากขึ้นก็ยังรุมเร้าจนก่อให้เกิดอาการเบื่ออาหารอีก เรียกว่าหนักหนาเอาการทีเดียวค่ะสำหรับช่วงสัปดาห์ที่ 8 นี้ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนที่ 2 นี้ทารกในครรภ์จะมีความยาวประมาณครึ่งนิ้วถึง 1 นิ้ว และตอนนี้อวัยวะทุกส่วนของเขาจะเริ่มเข้าที่แล้วค่ะ Ÿตัวอ่อนในครรภ์เริ่มมีพัฒนาการเป็นตัวทารกชัดเจนขึ้น มีส่วนที่จะเป็นหัว ลำตัว แขนและขาชัดเจน ส่วนหางที่เคยเห็นเมื่อสัปดาห์ที่ 7 ก็เริ่มสั้นลงพร้อมจะกลายเป็นก้นกบแล้วค่ะ Ÿระบบทางเดินหายใจของทารกน้อยเริ่มต่อยาวจากลำคอไปที่ปอด Ÿเซลล์ประสาทในสมองมีการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว เริ่มมีการสร้างสายสะดือ และหูชั้นกลาง ส่วนของตา ปาก และจมูกก็เริ่มฟอร์มตัวชัดเจนมากขึ้น Ÿเซลล์กระดูกเริ่มขึ้นมาแทนที่กระดูกอ่อน ข้อต่อเล็กๆ ค่อยๆ เจริญเติบโต และมีปุ่มฟันน้ำนมให้เห็นแล้ว คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 8” ในช่วงฟอร์มร่างกายและอวัยวะของทารกน้อยนี้คุณแม่จำเป็นต้องได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของลูกนะคะ ดังนั้น ต้องทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ และดื่มนมเพื่อเพิ่มแคลเซียมด้วย และนอกจากเรื่องการกินแล้ว ในสัปดาห์ที่ 8 นี้ก็มีเคล็ดลับการดูแลตัวเองที่คุณแม่ควรรู้ค่ะ Ÿลองลดการดื่มน้ำในช่วงหัวค่ำเพื่อลดอาการปวดปัสสาวะจนต้องลุกขึ้นมากลางดึกซึ่งจะยิ่งเป็นการขัดขวางการพักผ่อนของคุณแม่ค่ะ Ÿเริ่มฝึกนอนตะแคงซึ่งเป็นท่านอนที่เหมาะสมกับครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายและหลับง่ายขึ้น Ÿเลือกออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์โดยเฉพาะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพื่อกระดูกและข้อที่แข็งแรง เช่น เดิน ว่ายน้ำ หรือโยคะ ซึ่งควรได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญค่ะ ช่วงแรกของการตั้งครรภ์นี้ตัวอ่อนอาจยังฝังตัวได้ไม่แข็งแรงนัก คุณแม่ต้องหลีกเลี่ยงการยกของหนัก ยืนนานๆ หรือการถูกกระแทกนะคะเพื่อเสี่ยงต่อการแท้งได้ และหากมีอาการปวดท้องเคล้ายปวดประจำเดือน ร่วมกับมีเลือดสีแดงสดออกมาทางช่องคลอดให้รีบปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

สัปดาห์ที่ 9: อย่าละเลย “การฝากครรภ์”
ถ้ามาถึงสัปดาห์นี้แล้วยังมีคุณแม่คนไหนไม่ได้ฝากครรภ์ ขอให้รีบเลยค่ะ เพราะช่วงนี้เป็นอายุครรภ์ที่ต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ โดยคุณหมอจะตรวจประเมินภาวะโภชนาการของคุณแม่ รวมทั้งสุขภาพและความพร้อมของร่างกายในด้านต่างๆ ที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษในยามที่คุณต้องกลายเป็น “แม่” ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ตัวเองอีกแล้วที่คุณต้องดูแล แต่มีอีกหนึ่งชีวิตเล็กๆ ในท้องของคุณที่จะต้องได้รับความรักและการเอาใจใส่อย่างดีที่สุดด้วย Week 9 ของการตั้งครรภ์: ช่วงนี้ช่องปากคุณแม่อาจเริ่มมีปัญหานะ นอกจากร่างกายที่เปลี่ยนแปลงและอารมณ์ที่แปรปรวนแล้ว อาการที่จะเกิดกับคุณแม่ในช่วงสัปดาห์ที่ 9 ของการตั้งครรภ์ยังมีอีกหลายอย่างดังนี้ค่ะ Ÿอาการแน่นและจุกเสียดท้องเริ่มมาระรานคุณแม่เนื่องจากมีแก๊สอยู่ภายในท้องค่อนข้างมาก แม้ว่าจะกินอาหารเพียงเล็กน้อยก็ตาม Ÿช่วงนี้คุณแม่จะขี้ร้อนเนื่องจากร่างกายเกิดจากการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงานมากขึ้น (การสันดาป) Ÿฐานหัวนมมีสีคล้ำและมีตุ่มเล็กๆ เกิดขึ้นโดยรอบ เหงือกอ่อนนุ่มลง เกิดภาวะเลือดออกตามร่องฟันได้ง่ายขึ้นหากถูกกระทบกระเทือน หรือแปรงฟันแรงๆ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 9 สัปดาห์ เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 3 นี้ร่างกายของทารกน้อยก็มีการเปลี่ยนแปลงไม่แพ้คุณแม่เช่นกัน โดยเฉพาะน้ำหนักที่มากขึ้นเพราะอวัยวะส่วนต่างๆ เริ่มเติบโตแล้วนั่นเอง Ÿทารกจะมีความยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร Ÿเริ่มเห็นติ่งหู ปาก และจมูกได้ชัดเจนมากขึ้น ลิ้น และฟันเล็กๆ เริ่มงอกขึ้นที่ใต้เหงือก กล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ เริ่มประสานกัน แขนขาของเจ้าตัวเล็กในครรภ์เริ่มยาวขึ้นอย่างชัดเจน ท่อนแขนท่อนขาแยกเป็นสองส่วน มีการสร้างข้อศอก ข้อเข่า แขนขาสามารถงอพับและเคลื่อนไหวได้ หางที่เคยมีก็กลายเป็นก้นกบเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 9” ร่างกายตัวเองขยายขึ้น ทารกในครรภ์ก็ตัวโตขึ้น แถมอาจมีปัญหาสุขภาพบางอย่างแวะมาเยี่ยมเยียนด้วย ในช่วงสัปดาห์ที่ 9 นี้คุณแม่จึงควรดูแลตัวเองดังต่อไปนี้ค่ะ Ÿเปลี่ยนมาใช้ยกทรงสำหรับคุณแม่ท้องโดยเฉพาะ เพราะจะช่วยโอบกระชับรับน้ำหนักเต้านมที่ขยายใหญ่ขึ้นได้ดีกว่ายกทรงตัวเดิมของคุณแม่ค่ะ กินอาหารน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง หลีกเลี่ยงการนอนหลังกินอิ่ม ช่วยป้องกันอาการจุกเสียดแน่นท้องได้ค่ะ ต้องรักษาสุขภาพช่องปากให้ดี โดยควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจฟันสม่ำเสมอ และขูดหินปูนเพื่อลดแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปจะทำให้เหงือกของคุณแม่อักเสบได้ง่ายค่ะ หากช่วงนี้คุณแม่รู้สึกเครียดและวิตกกังวลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ลองออกจากบ้านเพื่อไปพบปะพูดคุยกับคุณแม่ท้องคนอื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแชร์ความรู้สึกกัน หรือลองปรึกษาคุณหมอที่รับฝากครรภ์เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องนะคะ

สัปดาห์ที่ 10: ความมหัศจรรย์ของหัวใจ 2 ดวง
ถ้าในช่วงสัปดาห์ที่ 10 ของการตั้งครรภ์นี้คุณแม่มีนัดกับคุณหมอแล้วละก็เตรียมหูให้ดีค่ะ เพราะคุณแม่จะได้ยินเสียงหัวใจของเจ้าตัวเล็กที่เต้นถี่อยู่ในท้องผ่านหูฟังของคุณหมอด้วยล่ะ เอ... แล้วนอกจากหัวใจ 2 ดวงที่เต้นพร้อมกันในร่างเดียวแล้ว ทั้งคุณแม่และคุณลูกมีความเปลี่ยนแปลงและมีพัฒนาการอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ Week 10 ของการตั้งครรภ์: คุณแม่ “หัวใจใหญ่” ช่วงนี้คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าตัวหนาขึ้นกว่าเดิมนั่นเป็นเพราะมดลูกที่ขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หรือบางครั้งอาจรู้สึกว่าช่องคลอดบวม มีตกขาวหรือมูกใสๆ ออกมาจากช่องคลอดเพิ่มขึ้นซึ่งไม่ต้องกังวลค่ะ ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ภายในร่างกายของคุณแม่ก็จะมีการทำงานหนักขึ้นโดยเฉพาะหัวใจที่ต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หล่อเลี้ยงมดลูกขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ซึ่งการทำงานที่หนักขึ้นนี้ส่งผลให้หัวใจของคุณแม่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยค่ะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 10 สัปดาห์ ทารกน้อยในอายุครรภ์ 10 สัปดาห์จะมีน้ำหนักประมาณ 5 กรัม ลำตัวยาวเกือบ 2 นิ้ว มองภาพรวมจะเห็นว่ามีรูปร่างคล้ายเด็กทารกแล้ว แต่ยังมีส่วนหัวที่ขนาดเท่ากับลำตัวอยู่ อวัยวะสำคัญๆ ของร่างกายทั้งหมดของลูกก็จะเริ่มปรากฏเป็นรูปร่างที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพัฒนาการการเจริญเติบโตของทารกในช่วงนี้มีดังนี้ค่ะ Ÿส่วนที่เป็นกระดูกของทารกจะเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้จะยังไม่มีแคลเซียมมาเกาะมากนัก โดยกระดูกสันหลังเริ่มขึ้นเป็นสันบางๆ และระบบประสาทบริเวณกระดูกสันหลังจะเริ่มแตกกิ่งก้านมากขึ้น Ÿหน้าผากของทารกเริ่มนูนขึ้นพร้อมๆ กับที่สมองค่อยๆ โตขึ้นทุกวัน โดยเซลล์สมองจะแบ่งตัวอย่างรวดเร็วนาทีละหลายแสนเซลล์ โครงสร้างของสมองส่วนต่างๆ ค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นและมองเห็นเป็นส่วนที่แยกจากไขสันหลังชัดเจน Ÿใบหูส่วนนอก นิ้วมือ นิ้วเท้า เริ่มเห็นชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะนิ้วโป้ง และเริ่มมีเล็บงอกแล้ว เส้นผมและขนอ่อนๆ เริ่มขึ้นบางๆ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 10” เนื่องจากเป็นช่วงสัปดาห์ที่คุณแม่และทารกตัวน้อยมีขนาดร่างกายที่ขยายใหญ่มากขึ้นแถมระบบภายในร่างกายก็ทำงานหนักมากขึ้นด้วย คุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีกค่ะ Ÿคุณแม่ควรเลือกใส่ชุดหรือกางเกงที่หลวมมากขึ้นเพื่อบรรเทาความรู้สึกอึดอัดเนื่องจากขนาดท้องที่โตขึ้น โดยเฉพาะเวลานั่งจะได้รู้สึกสบายตัวนะคะ Ÿช่วงนี้กระดูกของลูกกำลังฟอร์มตัว ร่างกายคุณแม่ก็ต้องรองรับน้ำหนักที่มากขึ้นด้วย ดังนั้น ต้องพยายามกินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างกระดูกและฟันของคุณแม่ให้แข็งแรง การส่งข้อมูลของระบบประสาทรวมทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อทารกในท้องเป็นไปอย่างสมบูรณ์ โดยควรเลือกกินนม ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง และผักใบเขียว ซึ่งมีปริมาณแคลเซียมสูง หากมีตกขาวมากผิดปกติ มีสีเปลี่ยนไป มีกลิ่นรุนแรง หรือมีเลือดออกจากช่องคลอด ต้องรีบปรึกษาแพทย์ ช่วงนี้ควรไปพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอนะคะ เพราะมีหลายอย่างที่คุณหมอต้องตรวจอย่างละเอียด ทั้งตรวจปัสสาวะ ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง ตรวจอาการบวม และตรวจความดันของเลือดเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกิดอาการครรภ์เป็นพิษค่ะ ดังนั้น อย่าลืมเข้มงวดในการไปพบแพทย์ให้ตรงเวลานะคะ

สัปดาห์ที่ 11: ทารกในครรภ์หายใจได้แล้วนะ
ช่วงสัปดาห์ที่ 11 ของการตั้งครรภ์นี้น้ำหนักตัวของคุณแม่จะขึ้นมาหลายกิโลกรัมจนทำให้เห็นถึงรูปร่างและขนาดของหน้าท้องที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว ส่วนเจ้าตัวเล็กก็โตวันโตคืน อวัยวะภายในที่สำคัญเริ่มทำงาน เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น และหายใจได้แล้วค่ะ Week 11 ของการตั้งครรภ์: คุณแม่จะแน่นหน้าอก ท้องผูก และหิวน้ำบ่อย ช่วงปลายไตรมาสที่ 1 ของการตั้งครรภ์นี้ร่างกายคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเชียวค่ะ โดยเฉพาะเรื่องอาการแพ้ท้อง อาการแพ้ท้อง คลื่นไส้อาเจียนของคุณแม่จะเริ่มลดน้อยลงในช่วงสัปดาห์ที่ 11 นี้ แต่ใช่ว่าจะสบายขึ้นนะคะ เพราะการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาของการตั้งครรภ์จะส่งผลให้ช่วงนี้คุณแม่อาจรู้สึกแน่นหน้าอกซึ่งเป็นผลจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป ร่วมกับมีอาการท้องผูกที่หมั่นแวะเวียนมาเสมอ Ÿคุณแม่จะรู้สึกอึดอัด หายใจไม่สะดวก และต้องการออกซิเจนมากขึ้น Ÿกระหายน้ำบ่อยขึ้นเนื่องจากร่างกายมีอัตราการเผาผลาญพลังงานมากกว่าปกติ Ÿน้ำหนักตัวของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นประมาณ 1-3 กิโลกรัม และหลังจากนี้น้ำหนักตัวคุณแม่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นประมาณครึ่งกิโลกรัมทุกๆ สัปดาห์ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 11 สัปดาห์ ความอึดอัดของคุณแม่แสดงให้เห็นว่าทารกในครรภ์ขยายขนาดขึ้นอีกค่ะ โดยในสัปดาห์นี้เขาจะมีความยาวประมาณ 5.5 เซนติเมตร และหนักประมาณ 10 กรัม แถมเริ่มมีเค้าโครงใบหน้าที่สมบูรณ์มากขึ้นด้วยนะคะ Ÿไตของทารกเริ่มทำงานขับน้ำและของเสียออกมาทางน้ำคร่ำ ไตเริ่มผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง และหัวใจของลูกเริ่มสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ แล้วในสัปดาห์นี้ Ÿเจ้าตัวเล็กสามารถดูดกลืน รวมถึงหายใจเอาน้ำคร่ำเข้าไปในร่างกายและสามารถขับถ่ายปัสสาวะออกมาได้แล้วถึงแม้สมอง ปอด ตับ และไตจะยังมีขนาดเล็กมากก็ตาม Ÿนิ้วมือลูกแยกกันแล้ว และเขากำลังพยายามเตะและยืดตัวด้วยในช่วงนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าลูกมีการเคลื่อนไหวที่ราบรื่นมากขึ้น คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 11” ทารกโตเร็ว แถมน้ำหนักตัวและร่างกายคุณแม่ก็เปลี่ยนไปมากในสัปดาห์นี้ ต้องมีวิธีดูแลตัวเองหน่อยแล้วค่ะ Ÿเพราะร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้นคุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีควันรถมาก เพราะอาจทำให้หน้ามืดและเป็นลมได้ Ÿควรเลือกกินอาหารที่มีโปรตีนสูงเนื่องจากร่างกายคุณแม่มีอัตราการเผาผลาญมากกว่าปกติ และจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการสร้างอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ Ÿเน้นกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น อาหารทะเล ธัญพืช แครอท ฟักทอง เพราะมีส่วนสำคัญในการใช้สร้างเม็ดเลือดแดงของคุณแม่ซึ่งเพิ่มขึ้นมากในช่วงตั้งครรภ์ Ÿควรให้ร่างกายได้รับวิตามินบีอย่างเพียงพอ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างระบบประสาทและสมองของเจ้าตัวเล็ก คุณแม่ตั้งครรภ์ควรอยู่ในสถานที่มีอากาศถ่ายเทดี ดังนั้น บ้านที่อาศัยต้องได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันอาการแพ้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ซึ่งอาจส่งผลไปสู่เจ้าตัวเล็กในท้องได้ ที่สำคัญคือคุณแม่อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนให้ได้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายต้องการด้วยนะคะ

สัปดาห์ที่ 12: ดีใจจัง... ลูกน้อยมีอวัยวะครบแล้ว
เรื่องน่ายินดีสัปดาห์สุดท้ายในไตรมาสแรกนี้ก็คือ เจ้าตัวเล็กในครรภ์มีอวัยวะครบทุกส่วนแล้วค่ะ แต่คุณแม่อาจจะเริ่มรู้สึก “นอยด์” กับสัดส่วนบริเวณเอวที่ค่อยๆ หนาขึ้น หน้าท้องก็นูนขึ้นมา แถมเริ่มมีผิวแตกลายแล้ว เอาล่ะสิ... จะมีอะไรให้ต้องระวังอีกบ้างในสัปดาห์นี้ แล้วจะแก้ไขอย่างไรดี ตามมาดูค่ะ Week 12 ของการตั้งครรภ์: ผิวเริ่มแตกลายแล้วนะ ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์กำลังจะผ่านไปแล้วนะคะ เรามาดูกันดีกว่าว่าในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์นี้ร่างกาย จิตใจ และสุขภาพของคุณแม่จะเป็นอย่างไรบ้าง Ÿมดลูกของคุณแม่จะเคลื่อนออกจากอุ้งเชิงกรานมาอยู่เหนือกระดูกหัวหน่าวและขยายใหญ่ เส้นเลือดที่หน้าอก ท้อง ขา เริ่มขยาย และเริ่มมีผิวแตกลาย Ÿคุณแม่จะเริ่มรู้สึกอยากกินอาหาร และมีความผันผวนทางอารมณ์น้อยลง Ÿคุณแม่ท้องผูกมากขึ้นเพราะกระบวนการย่อยอาหารช้าลง ลำไส้ใหญ่ดูดซึมน้ำมากขึ้น ทำให้อุจจาระจับตัวเป็นก้อนแข็ง พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ เมื่อทารกในครรภ์มีอายุ 12 สัปดาห์เขาจะมีอวัยวะครบหมดทุกส่วน มีตัวยาวประมาณ 6.5 เซนติเมตร หนักประมาณ 20 กรัม หน้าอกเริ่มขยับขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอเพื่อรองรับระบบการหายใจ และอวัยวะเพศภายในกำลังค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นเห็นเป็นตุ่มเล็กๆ แต่ก็ยังไม่สามารถบอกเพศทารกได้ชัดเจนนะคะ ในส่วนกระดูกต่างๆ ของลูกก็จะมีแคลเซียมมาสะสมมากขึ้น มีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้น นิ้วมือนิ้วเท้าแยกออกจากกันอย่างสมบูรณ์ ระบบประสาทในสมองเริ่มมีการเชื่อมโยงมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ ผมของทารกจะเริ่มยาวขึ้น บริเวณปากมีปุ่มเล็กๆ 20 ปุ่มซึ่งจะกลายเป็นฟันต่อไป อ้อ... สัปดาห์นี้เจ้าตัวเล็กในครรภ์จะเคลื่อนไหวได้มากขึ้นและเริ่มดูดนิ้วโป้งตัวเองแล้วนะคะ แถม เส้นเสียงของเขาก็สมบูรณ์พร้อมแล้วด้วย คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 12” เมื่อตัวใหญ่ขึ้น มีผิวแตกลาย และเหนื่อยใจกับอาการท้องผูกมากขึ้น แต่ก็ต้องกินอาหารเพื่อบำรุงร่างกายและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กด้วย คุณแม่จึงต้องดูแลตัวเองอย่างพิถีพิถัน ลองใช้วิธีที่เรานำมาฝากสิคะ Ÿนอกจากเปลี่ยนขนาดยกทรงให้ใหญ่กว่าเดิมประมาณ 2 ไซส์แล้ว คุณแม่ควรดูแลสุขภาพด้วยการเลือกสวมรองเท้าส้นเตี้ย นุ่มสบาย และพื้นไม่ลื่นด้วยค่ะ Ÿหากอาการแพ้ท้องลดลงแล้วลองเพิ่มเนื้อสัตว์เข้าไปในมื้ออาหาร โดยเน้นปลา ถั่ว ไข่ เพราะร่างกายต้องการโปรตีนในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อ การผลิตเอนไซม์ต่างๆ Ÿอย่าลืมกินผักและผลไม้ด้วยนะคะอาการท้องผูกจะได้ไม่สร้างปัญหามากนัก นอกจากนี้วิตามินซีในผักผลไม้จะช่วยให้กระดูกและฟันของลูกน้อยแข็งแรง แถมยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นลดโอกาสผิวแตกลายได้ด้วยค่ะ ผิวหนังที่ยืดตามการขยายของลำตัวและหน้าท้องอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการคันเพราะผิวหนังขาดความชุ่มชื้น เริ่มมีรอยแตกลายขาวๆ อย่าเกานะคะ ควรใช้ครีมหรือน้ำมันทาผิวเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการคันจะดีกว่า แล้วอย่าลืมดื่มน้ำมากๆ และไปพบแพทย์ทุกครั้งตามนัดด้วยนะคะ