Parent News
บทความยอดนิยม
บทความ Parent News อัพเดตล่าสุด

5 เคล็ดลับเตรียมลูกรักให้พร้อมขึ้นเครื่องบิน
เมื่อลูกรักเริ่มโตขึ้นพอที่จะเดินทางท่องเที่ยวไกลๆ บ้านได้บ้าง เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ก็คงมีทริปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศแพลนไว้รอเพียบเลยใช่ไหมคะ แต่บางครั้งก็คงแอบกังวลอยู่บ้างว่าการจะพาเจ้าตัวเล็กขึ้นเครื่องบินซึ่งต้องนั่งรวมกับคนเยอะๆ แถมพักยืดเส้นยืดสายก็ไม่ได้ด้วยนั้นเป็นปัญหาที่หนักหนาเอาการอยู่ ดังนั้น จะเที่ยวทั้งทีเคล็ดลับดีๆ ต้องพร้อมค่ะ 1. เลือกไฟลท์ให้ตรงกับช่วงเข้านอนของลูก ถ้าเป็นการบินในระยะทางสั้นๆ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกช่วงเวลาบินให้ตรงกับเวลางีบของลูก แต่หากเป็นการบินระยะทางไกลๆ และไม่อยากให้ลูกรักส่งเสียงร้องไห้หรือซุกซนจนวุ่นวายไปกันทั้งทั้งลำ ไฟลท์กลางคืนคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดค่ะ 2. เลือกที่นั่งให้เหมาะ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกที่นั่งดีๆ ตั้งแต่ตอนจองตั๋วเลยค่ะ โดยเลือกส่วนด้านหลังของเครื่องบินเพื่อไม่เป็นการรบกวนผู้โดยสารคนอื่นเกินไป และควรเลือกที่นั่งแถวหน้าเพื่อให้มีพื้นที่ในการเดินและขยับตัวหรือลุกขึ้นไปเปลี่ยนผ้าอ้อมได้อย่างสะดวกค่ะ 3. เช็กรถเข็น... หรือเตรียมเป้อุ้ม หากเป็นการเดินทางระยะไกลและมีสัมภาระเยอะ คุณพ่อคุณแม่ควรเช็กกับสายการบินดูก่อนเลยค่ะว่ามีบริการรถเข็นเด็กไหม เพราะนี่คือตัวช่วยลดภาระและความวุ่นวายจากการกระเตงทั้งเจ้าตัวเล็กและสัมภาระได้อย่างดี แต่หากเป็นการเดินทางระยะใกล้ซึ่งสัมภาระไม่มากมายอะไรนักการเตรียมเป้อุ้มเด็กมาเองก็เป็นไอเดียที่ดีเช่นกันค่ะ 4. พกหมอนขึ้นเครื่อง การนำหมอนขึ้นเครื่องไปด้วยนั้นมีประโยชน์มากค่ะ ถือเป็นไอเท็มสำคัญในการช่วยให้พักผ่อนได้สบายระหว่างการเดินทางที่ดีมากเลย 5.ของโปรดต้องมี ของเล่นชิ้นโปรดหรือสมุดระบายสีสักเล่มคือตัวช่วยให้ลูกรักสนุกและไม่งอแงระหว่างการเดินทาง และของสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้เด็ดขาดคือกล่องขนมที่รวมของโปรดของเขาไว้อย่างจุใจรับรองว่าลูกรักอยู่นิ่งได้ไม่แผลงฤทธิ์แน่นอน อยากให้การเดินทางของครอบครัวราบรื่นตลอดทั้งไฟลท์ ต้องลองนำเคล็ดลับ 5 ข้อนี้ไปทำดูค่ะ รับรองว่าทริปต่อไปจะไม่มีเสียงร้องไห้งอแงจากเจ้าตัวเล็กแน่นอน

เทคนิคพาเจ้าตัวเล็กไปโรงหนังแบบไม่รบกวนใคร
การต้องพาเด็กๆ เข้าโรงหนังเพื่อดูการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่องดัง อาจก่อภาวะความรำคาญให้คนรอบข้างแบบไม่รู้ตัวได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องมีวิธีจัดการให้เจ้าตัวเล็กดูหนังอย่างมีความสุข ขณะเดียวกันก็ไม่รบกวนคนอื่นๆ ในโรงหนังด้วย ส่วนวิธีการจะทำอย่างไรบ้างนั้น ตามมาดูกันเลยค่ะ 1.หนังโรงแบบจำลอง จำลองบรรยากาศโรงหนังง่ายๆ ที่บ้านเพื่อทดสอบความพร้อมของลูกว่าสามารถไปดูหนังในโรงหนังได้อย่างแน่นอน โดยปิดม่านหน้าต่าง หรี่ไฟลง จัดเก้าอี้เรียงเป็นแถว แล้วเปิดดีวีดีการ์ตูนเรื่องโปรด ทั้งนี้ ก่อนดูคุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าอย่าเดินไปเดินมาในโรงหนัง ที่นั่นไม่มีใครคุยกันเสียงดัง และไม่เตะหรือถีบเก้าอี้ หากลูกไม่เคารพกติกาคุณแม่จะพาออกจากโรงหนังนะ วิธีนี้จะช่วยให้เด็กๆ เข้าใจมารยาทในการดูหนังในโรงและคุ้นเคยกับบรรยากาศที่ต้องไปเจอได้ค่ะ 2.ช่วงเวลาต้องเหมาะสม ช่วงวัยที่ลูกรักพร้อมเข้าโรงหนังคือประมาณ 3-4 ขวบค่ะ เพราะลูกวัยนี้จะมีสมาธิเพียงพอที่จะอยู่นิ่งเป็นชั่วโมงเพื่อชมหนังเรื่องโปรดได้ การเลือกรอบฉายและที่นั่งก็ต้องเหมาะสำหรับเด็กด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหนังรอบเช้าที่คนไม่แน่นจนเกินไป และเลือกที่นั่งด้านหน้าใกล้ทางเดินเพื่อความสะดวกในการลุกเดินออกไปหากลูกต้องการเข้าห้องน้ำระหว่างหนังกำลังฉายค่ะ 3.ไปก่อนหนังฉาย การไปถึงก่อนหนังจะฉายช่วยให้สะดวกในการเลือกที่นั่งที่ต้องการ แถมยังมีเวลาจัดการให้ลูกกินอาหารและเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนได้ด้วย และการพาเข้าไปขณะที่ยังเปิดไฟอยู่จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาอีกเล็กน้อยในการดูแลเรื่องขนมและน้ำให้ลูกค่ะ 4.อย่าเสียดายเงิน หากจำเป็นต้องพาลูกน้อยออกจากโรงหนังกลางคันไม่ต้องเสียดายเงินนะคะ ค่อยๆ ทำความเข้าใจ ค่ะว่าลูกอาจยังไม่พร้อม ควรต้องรออีกสักระยะแล้วค่อยพามาลองใหม่อีกครั้งก็ได้ค่ะ การพาลูกไปโรงหนังถือเป็นการฝึกเรื่องมารยาทในการเข้าสังคมอีกรูปแบบหนึ่งนะคะ ถ้ามีโอกาสควรลองฝึกเพื่อที่เจ้าตัวเล็กจะได้เรียนรู้ที่จะเคารพกฎกติกาบางอย่างของบางสังคมรวมทั้งฝึกความอดทนด้วย ที่สำคัญคือหลังจากดูหนังเสร็จแล้วควรพาลูกรักกลับบ้านอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายให้สะอาดทุกครั้งเพื่อป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจพบเจอในโรงหนังด้วยนะคะ

ปรับและเปลี่ยนนิสัยพ่อแม่ยุคใหม่... ภัยร้ายของลูก
เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่รู้ว่าตัวเองพร้อมแล้วสำหรับการเป็นเสาหลักให้กับชีวิตน้อยๆ ที่กำลังจะลืมตาดูโลก หรือที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ... การเป็นพ่อแม่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเป็นพ่อแม่ “ที่ดี” นั้นก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องใส่ใจและให้ความสำคัญเพิ่มเติมจากที่เราเคยใช้ชีวิตตามปกติก่อนที่จะมีลูก วันนี้เราจะชวนคุณพ่อคุณแม่มาปรับและเปลี่ยนบางความคิด บางพฤติกรรมในการเลี้ยงดูลูกที่คุณอาจคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ จนละเลยความสำคัญไปค่ะ เริ่มกันเลย • พ่อแม่สายออนไลน์ คือคุณพ่อคุณแม่ที่ตัวติดกับสมาร์ทโฟนตลอดเวลา เข้าใจค่ะว่าโลกยุคนี้ต้องมีการอัพเดทข่าวสาร พูดคุย หรือแม้แต่ทำงานผ่านสมาร์ทโฟนเครื่องจิ๋วกันทั้งนั้น แต่ถ้าไม่อยากให้เจ้าตัวเล็กโตขึ้นไปเป็น “เด็กก้มหน้า” พัฒนาการช้าตามสิ่งที่เลียนแบบคุณมา คุณพ่อคุณแม่ต้องตัดใจอย่าใช้สมาร์ทโฟนให้ลูกเห็น หรือให้เขาเห็นว่าเราใช้เฉพาะการคุยธุระสำคัญจำเป็นเท่านั้น เปลี่ยนออนไลน์มาออฟไลน์ด้วยกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว เช่น เล่นเกมกระดาน อ่านหนังสือ เล่านิทาน ทำงานประดิษฐ์ ฯลฯ ลูกจะได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์นะคะ • พ่อแม่เอาแต่ (ตาม) ใจ การตามใจลูกตลอดเวลาเพราะอยากให้ลูกดีใจ ยิ้ม หัวเราะ หรือเพียงแค่ลูกจะได้ไม่ร้องไห้งอแง เป็นความคิดและพฤติกรรมผิดๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเปลี่ยนค่ะ ถ้าปล่อยไว้เจ้าตัวเล็กของคุณจะกลายเป็นเด็กเอาแต่ใจ จะทำให้เขาเข้าสังคมลำบากในอนาคตค่ะ • พ่อแม่จอมบงการ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนอยากให้ลูกได้ในสิ่งที่ดีที่สุด แต่การบังคับหรือกำหนดทุกอย่างให้ลูก คล้ายเป็นเจ้าชีวิตของเขาเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องค่ะ เพราะจะทำให้เขากลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าตัดสินใจ ไม่มั่นใจในตัวเองและเก็บกด ควรจากการออกคำสั่งมาเป็นโค้ชคอยแนะนำ ชี้แนะแนวทาง สนับสนุนและประคับประคอง ปล่อยให้ลูกมีโอกาสเลือกในสิ่งที่เขาชอบและต้องการ...รักในสิ่งที่ลูกเป็นดีกว่านะคะ • พ่อแม่จอม (งาน) ยุ่ง บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่มักใช้เวลาส่วนใหญ่ทุ่มให้กับการทำงานจนลืมไปว่ามีเจ้าตัวเล็กรอให้คุณวางงานกลับบ้านไปกอด หอม และบอกรัก ยิ่งหากเป็นลูกน้อยวัย 0- 6 ปี ด้วยแล้วการมอบความรักและใส่ใจคือสิ่งสำคัญที่จำเป็นต่อใจและพัฒนาการเรียนรู้ของลูกนะคะ ดังนั้น วางงานลงก่อนแล้วกลับไปสร้างเวลาคุณภาพกับครอบครัวที่บ้านเพื่อพัฒนาการที่ดีของลูกรักกันค่ะ ลูกรักนั้นรับรู้อารมณ์ ความคิด และการกระทำของคุณพ่อคุณแม่ได้เร็วกว่าที่คิดนะคะ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จึงต้องพยายามคิดและแสดงออกอย่างระมัดระวังค่ะ ลองเช็กดูสิคะว่าคุณเป็นพ่อแม่ไหน ทำร้ายเจ้าตัวเล็กทางอ้อมอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่แม้เพียงข้อใดข้อหนึ่ง มาเปลี่ยนเพื่อลูกกันเถอะค่ะ

ของใช้ยอดฮิตสำหรับลูกวัยเบบี้
ทุกวันนี้มีของใช้สำหรับเด็กถูกผลิตขึ้นมากมาย ส่วนมากมักเป็นตัวช่วยสร้างความสะดวกสบายให้คุณพ่อคุณแม่ในการดูแลเจ้าตัวเล็ก รวมทั้งช่วยป้องกันอันตรายและอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับลูกรักด้วย มีของอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่นิยมซื้อกันเหลือเกิน และเราจะมีวิธีเลือกอย่างไร มาดูคำแนะนำกันค่ะ 1. เป้อุ้มเด็ก เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเองตลอดทั้งวันค่ะ ซึ่งวิธีเลือกใช้เป้อุ้มเด็กนั้นคุณแม่ควรเลือกที่ลูกนั่งสบาย กระจายน้ำหนักได้ดี และช่วยลดแรงอุ้มจากสะโพกของคุณแม่ได้ดีด้วยค่ะ 2. รถเข็นเด็ก เป็นสิ่งจำเป็นอีกหนึ่งอย่างที่พ่อแม่เลือกใช้เป็นตัวช่วยพาลูกออกเดินเล่นนอกบ้านได้อย่างสะดวกสบายตั้งแต่ช่วงเดือนแรกๆ โดยควรเลือกรถเข็นเด็กแบบพับได้เพราะสามารถพับใส่รถเพื่อพาเจ้าตัวเล็กออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในสวนสาธารณะกว้างๆ ได้ด้วย ที่สำคัญควรเลือกแบบที่ถอดทำความสะอาดได้และบังแดดได้ดีค่ะ 3. เปลไกว เปลที่แกว่งหรือหมุนได้ มีลักษณะที่ห่อตัวลูกน้อยได้จะทำให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกได้รับการโอบอุ้ม ปลอดภัย และทำให้เพลิดเพลินนอนหลับสบายอีกด้วย ซึ่งการเลือกเปลแบบนี้คุณแม่ควรเลือกที่มีลักษณะเป็นตาข่ายที่ช่วยระบายอากาศได้ดีค่ะ อ้อ ปัจจุบันมีเปลไกวอัตโนมัติจำหน่ายแล้ว แบบนี้ก็สะดวกและช่วยทุ่นแรงคุณแม่ได้ดีค่ะ 4. ที่วัดอุณหภูมิ เป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่มักจะตื่นเต้นเมื่อลูกตัวร้อนค่ะ โดยมีให้คุณแม่เลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมนะคะ เช่น กับลูกแรกเกิดควรใช้แบบวัดทางก้น เด็กโตใช้แบบวัดทางปากหรือรักแร้ ซึ่งมีทั้งแบบดิจิตอลและแบบอินฟาเรด เพียงแค่อ่านค่าบนหน้าจอก็ได้ผลที่แม่นยำกว่าการใช้มือสัมผัสแน่นอนค่ะ 5. คาร์ซีท เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับเจ้าตัวเล็กยามต้องเดินทางค่ะ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกน้อยนั่งคาร์ซีทให้เป็นนิสัย โดยเลือกคาร์ซีทให้มีขนาดเหมาะสมตามช่วงวัย ติดตั้งง่ายและมีลักษณะที่พอดีกับตัวลูก วัสดุคุณภาพดี เบาะนุ่ม เพื่อให้ลูกนั่งสบายที่สุดยามเดินทางค่ะ 6. บอดี้สูท ชุดเด็กแบบบอดี้สูทนี้จะเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด-1 ขวบ เพราะสะดวกต่อการเปลี่ยนผ้าอ้อมสำเร็จรูป ทั้งกลางวันและกลางคืน คุณแม่ควรเลือกซื้อชุดที่มีเนื้อผ้านุ่มใส่สบาย ถอดง่าย และผ้าไม่หนาเกินไปเพื่อระบายอากาศได้ดีด้วยนะคะ 7. หนังสือนิทาน การฟังนิทานก่อนนอนถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างจินตนาการให้เด็กๆ ได้ต่อยอดต่อไปในอนาคตนะคะ ในเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกหนังสือนิทานที่เป็นผ้าเพื่อความปลอดภัยนะคะ โดยนิทานก่อนนอนของลูกควรเป็นนิทานที่ฟังง่าย เนื้อเรื่องไม่ยาวจนเกินไป และมีแง่คิดที่ดีให้เจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ 8. ขวดนมหรือขวดน้ำมีที่จับ เมื่อเจ้าตัวเล็กย่างเข้าวัย 5-6 เดือน เขาจะเริ่มใช้มือหยิบจับขวดนมเองได้แล้วค่ะ การเลือกขวดนมหรือขวดน้ำแบบมีที่จับให้ลูก หรือแบบที่ส่วนโค้งเว้าจับง่ายจะช่วยฝึกให้ลูกหยิบจับของเองได้ค่ะ อ้อ...อย่าลืมเลือกขวดที่มีจุกอ่อนนุ่มเหมาะกับช่วงวัยของลูกด้วยนะคะ ของใช้ทั้ง 8 อย่างที่เรานำมาฝากนั้นเป็นของที่เรามักเห็นคุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อเพื่อเจ้าตัวเล็กนะคะ แต่ละแบบก็มีวิธีใช้และความจำเป็นที่ต่างกันออกไป แต่ไม่ได้บอกว่าทั้งหมดนี้คือสิ่งที่จำเป็นต้องมีทุกชิ้นนะคะ เพราะไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ลองเลือกให้สอดคล้องกับวิธีการเลี้ยงของตัวเองดีที่สุดค่ะ

คลอดกระทันหัน... เรื่องที่ทุกคนในครอบครัวต้องเตรียมตัว
จากกรณีที่มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่แสดงให้เห็นภาพหญิงชาวจีนคลอดลูกขณะเดินอยู่ริมฟุตปาธบนแฟนเพจ Shanghaiist และต่อมาได้ถูกแชร์ต่อเกือบ 4 พันครั้งภายในไม่ถึงข้ามคืน หลายๆ ความคิดเห็นต่างแสดงความเป็นห่วงเป็นใยทั้งต่อตัวแม่เด็กและตัวของเด็กทารก บ้างตื่นตระหนกว่าทารกที่คลอดออกมาโดยไม่ได้รับการปฐมพยาบาลนั้นจะเป็นอย่างไร เนื่องจากหลังคลอดแม่เด็กปฏิเสธที่จะเดินทางไปพร้อมรถพยาบาล แต่กลับเดินอุ้มลูกน้อยพร้อมถุงใส่ของกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หากเจ็บท้องคลอดลูกกระทันหันต้องทำอย่างไร ปล่อยไว้เหมือนคุณแม่ท่านนี้ได้หรือไม่ ตามมาดูข้อมูลกันค่ะ รับมืออย่างไรเมื่อคลอด (กระทันหัน) โดยส่วนใหญ่แล้วคุณแม่ใกล้คลอดจะมีอาการเตือนก่อนคลอดที่แตกต่างกันออกไป โดยอาการหลักๆ ก็คือเจ็บครรภ์คลอด มีน้ำเดิน มีมูกเลือด แต่บางครั้งการเตรียมตัวเพื่อเดินทางไปคลอดก็ไม่ทันท่วงทีจนทำให้ลูกน้อยคลอดออกมาก่อนถึงที่หมาย การคลอดกระทันหันจึงเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งระหว่างทำการคลอดคุณพ่อ และคนใกล้ชิดควรปฏิบัติตัวดังนี้ค่ะ… โทรไปยังสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด มูลนิธิร่วมกตัญญู หรือโทร 1669 เพื่อติดต่อสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติในทันที คุณพ่อและผู้ที่คอยดูแลจะต้องตั้งสติให้มั่น คุณพ่อต้องเตรียมการอุ้มลูกอย่างมั่นคง จับลูกให้แน่นเนื่องจากตัวของลูกจะเต็มไปด้วยไข และมีความลื่น กรณีที่ออกมาแล้วยังมีถุงน้ำคร่ำห่อตัวลูกให้คุณพ่อฉีกถุงน้ำคร่ำออกเพื่อให้ลูกหายใจ หากลูกไม่ส่งเสียงร้องให้คุณพ่อจับขาลูกด้วยความระมัดระวังแล้วยกเท้าให้สูงกว่าศีรษะ ลูบหลังลูกเบาๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกร้อง เมื่อลูกร้องและหายใจได้เองให้หาผ้าสะอาดมาห่อตัวลูกเพื่อเพิ่มความอบอุ่น หากรกคลอดออกมาแล้วให้ห่อรกไว้กับลูกโดยไม่ต้องตัดสายสะดือ จากนั้นรีบนำแม่และลูกส่งโรงพยาบาลโดยด่วนที่สุด **ไม่ควรตัดสายสะดือเองเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้ออันตรายตามมาได้ การคลอดกระทันหันเป็นภาวะที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เพราะสามารถนำมาสู่ความสูญเสียทั้งกับตัวคุณแม่และต่อลูกน้อยได้ อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันปัญหา ที่ดีที่สุดก็คือตรวจครรภ์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับการเลือกโรงพยาบาลที่เดินทางสะดวกและใกล้บ้านที่สุด ซึ่งจะสามารถช่วยให้คุณพ่อพาคุณแม่ไปคลอดลูกน้อยในที่ๆ ปลอดภัยได้อย่างทันท่วงทีค่ะ

ตัวช่วยเลี้ยงลูกแบบสบายใจที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม
คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักวุ่นวายกับการเตรียมสิ่งของเครื่องใช้พื้นฐานสำหรับลูกน้อยวัยแรกเกิด ทั้งเสื้อผ้า เตียงนอน ผ้าอ้อม และอื่นๆ อีกมากมาย จนบางครั้งก็ลืมไปว่ายังมีเรื่องเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างที่จะช่วยให้การเลี้ยงดูลูกน้อยในแต่ละวันนั้นง่ายขึ้น จะมีอะไรบ้างที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มองข้ามไป ตามมาเช็คกันค่ะ • เบอร์โทรสำคัญบนผนังบ้าน คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงแปลกใจว่าทำไมต้องมีเบอร์โทรศัพท์สำคัญแปะไว้บนผนังบ้าน หรือหน้าตู้เย็น ก็ทุกเบอร์ถูกบันทึกลงหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือไปแล้วนี่ ถ้าในภาวะปกติก็ไม่จำเป็นค่ะ แต่ถ้าเมื่อไรที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น จำเป็นต้องเรียกรถพยาบาลหรือโทรหาคุณหมอประจำตัวในขณะที่เจ้าตัวเล็กร้องงอแงอยู่บนแขน การค้นหาหมายเลขฉุกเฉินจากโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ ดังนั้น รวบรวมเบอร์โทรศัพท์ที่คิดว่าจำเป็นเขียนติดไว้บนผนัง บนประตูตู้เย็นหรือในที่ที่มั่นใจว่ามองเห็นได้ง่ายจะทุ่นแรงยามฉุกเฉินได้มากเชียวค่ะ • อาหารแช่แข็ง ไม่ได้แนะนำว่าคุณพ่อคุณแม่ต้องกินอาหารแช่แข็งทุกมื้อระหว่างที่เลี้ยงเจ้าตัวเล็กนะคะ แต่ในบางครั้งภารกิจประจำวันของการเลี้ยงลูกก็อาจพรากพลังงานภายในตัวคุณแม่ไปเกือบหมดจนแทบไม่เหลือแรงฮึดมาทำอาหารให้ตัวเองและคุณสามีได้ ดังนั้น การมีอาหารแช่แข็งตุนไว้ในตู้เย็นบ้างก็ดูจะเป็นตัวช่วยที่ดีค่ะ • ทิชชูเปียก (Baby Wipe) เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่จะได้ใช้ประโยชน์ไปตลอดแน่ๆ ตั้งแต่ลูกน้อยลืมตาดูโลกไปจนกระทั่งเขาโตขึ้น ทั้งความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ของลูก ทำความสะอาดตัวลูก มือคุณแม่ และทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าตัวเล็กมีโอกาสสัมผัส ดังนั้น ตุนไว้ให้พอใช้ทั้งห่อใหญ่และห่อเล็กสำหรับพกพาเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้งาน • เป้อุ้มเด็ก ตัวช่วยแก้เมื่อยของคุณแม่ที่วิเศษสุด จะไปเดินตลาด หรือพาลูกน้อยเดินเล่น ก็ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการอุ้มลูกน้อยได้ดีเลย • เปลไกวไฟฟ้า สำหรับใครที่มีลูกนอนหลับยาก ต้องอุ้มแกว่งตลอดเวลา เปลไกวไฟฟ้าจะช่วยให้ลูกน้อยหลับสบาย ที่สำคัญคือ ช่วยลดความเหนื่อยล้าจากการไกวให้กับคุณแม่ได้ดีเชียวค่ะ เป็นยังไงคะ... หลงลืมสิ่งเหล่านี้กันไปบ้างหรือเปล่า แล้วเห็นด้วยไหมว่ามันเป็นสิ่งมีประโยชน์ถือเป็นตัวทุ่นแรงระหว่างเลี้ยงลูกได้ซึ่งเราอาจจะมองข้ามมันไปจริงๆ ถ้าเห็นด้วยอย่ารอช้าค่ะ รีบลิสต์รายการข้างต้นแล้วลงมือทำกันเลย

เทคนิคพิชิตยุง “แบบไม่บาป”
อย่างที่รู้กันว่าสัตว์ตัวเล็กๆ อย่าง “ยุง” นั้น ความร้ายกาจไม่เล็กเลย เพราะเจ้ายุงตัวจิ๋วนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของสารพัดโรคของเจ้าตัวเล็กและคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ยิ่งช่วงฤดูฝนแบบนี้ด้วยแล้ว ของชอบเขาเลย วันนี้เราวิธีกำราบยุงจอมกวนอย่างได้ผลแบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าจะบาปจากการต้องตบ ตี หรือช็อตด้วยไฟฟ้า ง่ายๆ แค่... “ปลูกต้นไม้” ก็พอค่ะ ปลูกต้นไม้ไล่ยุงกันเถอะ 1. สะระแหน่ และโหระพา ผักสวนครัวทั้ง 2 ชนิดนี้มีน้ำมันหอมระเหยในใบ กลิ่นความฉุนของใบสะระแหน่และใบโหระพานี่แหละที่ยุงเกลียด ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ลองปลูกไว้รอบๆ บริเวณบ้านหรือในกระถางเล็กตั้งวางไว้ข้างประตูหรือหน้าต่างก็ได้ค่ะ 2. ตะไคร้หอม เป็นมือฉมังในการไล่ยุงมากๆ เพราะในต้นและใบของตะไคร้หอมจะมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นฉุนเฉพาะตัว คุณพ่อคุณแม่หรือเจ้าตัวเล็กดมแล้วน่าจะหอมชื่นใจ แต่เจ้ายุงตัวร้ายจะเกลียดกลิ่นน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้หอมแบบสุดๆ เลยค่ะ 3. มะกรูด ใช้ประโยชน์ได้ทั้งผลและใบเพราะน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นหอมฉุน โล่งจมูก สามารถเบาเทาอาการวิงเวียน หน้ามืดเป็นลมได้ดีมากๆ แถมไล่ยุงได้ดีด้วย ถ้าที่บ้านพอจะมีพื้นที่ควรหาต้นมะกรูดมาปลูกไว้เป็นป้อมปราการไล่ยุงร้ายก็จะดีมากค่ะ 4. เจอเรเนียม คือไม้ประดับที่มีกลิ่นหอมฉุนคล้ายกับกลิ่นตะไคร้โชยออกมาตามธรรมชาติโดยเฉพาะช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นกลิ่นที่ยุงไม่ชอบเลยค่ะ 5. แคทนิป เป็นต้นไม้เล็กๆ ที่ชื่ออาจไม่คุ้นหูนัก แต่ถ้าบอกว่าเจ้าต้นนี้คือต้น “กัญชาแมว” ที่น้องเหมียวชอบกิน คุณพ่อคุณแม่ทาสแมวก็คงร้องอ๋อนะคะ ต้นกัญชาแมวนี้จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับสะระแหน่และมีประโยชน์ในการไล่ยุงได้ดีไม่กันเลยค่ะ ต้นไม้ที่แนะนำให้ปลูกไว้บริเวณรอบๆ บ้านเพื่อเป็นปราการพิทักษ์ภัยจากยุงร้ายนี้ส่วนใหญ่ก็คือผักสวนครัวของไทยนี่แหละค่ะ ซึ่งนอกจากจะป้องกันยุงได้ดีแล้วยังช่วยให้คุณแม่มีวัตถุดิบดีๆ ในการปรุงอาหารบำรุงสุขภาพทุกคนในครอบครัวให้แข็งแรงได้อีกด้วย

ความรุนแรงในครอบครัว... “ความเจ็บปวด” ที่มากกว่าร่างกาย
ครอบครัวคือหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคม แต่หน่วยที่เล็กที่สุดนี้แหละค่ะเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการสร้างสังคมคุณภาพ เพราะผลผลิตใดๆ ที่ออกมาจากครอบครัวจะต้องกลายไปเป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในสังคมนั่นเอง... เจ้าตัวเล็กของคุณก็เช่นกัน หากเขาได้รับการเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัยในครอบครัวที่ดีเขาก็จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี แต่เมื่อไรก็ตามลูกน้อยถูกปล่อยปละละเลยไม่ได้รับความอบอุ่นหรือคำแนะนำสั่งสอนที่ถูกที่ควร อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เขาก็จะเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่อาจจะสร้างความรุนแรงในสังคมได้ค่ะ ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณพ่อคุณแม่คงได้มีโอกาสเห็นภาพความสะเทือนใจในคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งซึ่งปรากฏภาพของ “คุณพ่อ” ที่เตะลูกน้อยในลานจอดรถของร้านชาบูแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา โดยคุณพ่อท่านนี้ได้ถูกกลุ่มผู้ใช้โซเชียลรุมประณามการกระทำออกไปอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ จากข้อมูลในข่าวที่ปรากฏบนสื่อต่างๆ ทำให้เราได้ทราบว่า ในวันเกิดเหตุทางบริษัทที่คุณพ่อทำงานได้ให้โบนัสกับพนักงานประมาณ 10 คนไปกินอาหารในร้านชาบู คุณพ่อคนนี้จึงพาภรรยาพิการ และลูก 4 คนไปกินอาหารด้วยกัน แต่ระหว่างมื้ออาหารพบว่าลูกชายคนที่ 3 ซึ่งมีอายุ 5 ขวบได้หายตัวไป คุณพ่อจึงออกมาตามหาและมาพบที่ลานจอดรถหน้าร้าน ด้วยความโมโหและกลัวว่าลูกจะได้รับอันตรายคุณพ่อจึงได้ลงโทษอย่างรุนแรงดังกล่าว โดยคุณพ่อคนนี้ได้ออกมาเปิดใจด้วยความเครียด เล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวว่า ครอบครัวของตนมีสมาชิก 6 คน คือ ลูกๆ 4 คน ตัวคุณพ่อเอง และภรรยาซึ่งป่วยมีอาการสมองลีบ แขน ขา อ่อนแรง ไม่สามารถทำงานได้มากว่า 2 ปีแล้ว ซึ่งคุณพ่อเองนั้นไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยซ้ำแต่โชคดีได้ทำงานเป็นพนักงานขายในบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายได้รายวันบวกกับเปอร์เซ็นต์ในการขายทำให้มีรายได้เลี้ยงครอบครัว ขณะเดียวกันหากวันไหนขายได้ไม่ถึง 500 บาท ก็ไม่พอกับค่าใช้จ่ายเช่นกัน แต่ยืนยันว่าตัวเองรักลูก การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นอารมณ์ชั่ววูบและทำไปเพราะความรักและเป็นห่วงลูกด้วยใจจริง เหตุการณ์นี้นับว่าสร้างความสะเทือนใจให้กับคนในสังคมพอสมควรนะคะ และยังเป็นกระจกช่วยสะท้อนถึงความจริงบางอย่างเกี่ยวกับความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นกับครอบครัวไทยในปัจจุบันด้วย... แม้คุณพ่อจะกล่าวว่าทำไปเพราะเป็นห่วงแต่ความรุนแรงจากเหตุการณ์นี้จะส่งผลร้ายอย่างไรต่อเด็กๆ บ้าง แล้วเราจะสามารถป้องกันความรุนแรงในครอบครัวของเราได้อย่างไร มาติดตามกันค่ะ ภัยร้ายจากการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงในครอบครัวไม่เพียงสร้างบาดแผลทาร่างกายให้กับผู้ถูกกระทำเท่านั้นค่ะ แต่ยังสร้างผลกระทบต่อจิตใจของเขา และคนที่อยู่รอบข้างด้วย Ÿ เมื่อลูกถูกลงโทษด้วยความรุนแรง ทั้งการตี ตบ เตะ ทำร้ายร่างกาย แม้แต่การตะคอกดุด่าด้วยถ้อยคำใดๆ ก็ตาม ลูกจะมีความฝังใจเรื่องความรุนแรง และเข้าใจผิดว่านั่นคือวิธีการที่เหมาะสมในการใช้แก้ปัญหาต่างๆ Ÿ เด็กคือผ้าขาวที่พร้อมจะเลียนแบบทุกพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิด ดังนั้น การที่เจ้าตัวเล็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรง เขาจะซึมซับพฤติกรรมที่รุนแรงโดยไม่รู้ตัว ต่อไปเขาจะใช้ความรุนแรงนั้นกับเพื่อน พี่ น้อง และเมื่อเติบโตขึ้นก็จะเป็นผู้ใหญ่กระทำรุนแรงต่อครอบครัวตนเอง ต่อสัตว์เลี้ยง และคนอื่นในสังคม ทำอย่างไรไม่ให้เกิดความรุนแรงในครอบครัว เมื่อไรก็ตามที่เกิดเหตุการณ์ใกล้เคียงตามข่าวตัวอย่าง หรือมีสถานการณ์ที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกโกรธ โมโห ระคนไปกับความเป็นห่วงลูกรัก สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเพื่อไม่ให้ตนเองใช้ความรุนแรงกับลูกมีดังนี้ค่ะ... Ÿตั้งสติ ข่มความหวาดกลัว ตื่นตกใจ หรือความโมโหของตัวเองเอาไว้ก่อน เพราะถ้าเมื่อไรที่คุณระเบิดมันออกมา ความหวาดกลัว ตื่นตกใจจะเกิดขึ้นกับลูกรักแบบคูณสอง นั่นไม่ส่งผลดีต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจของลูกเลยค่ะ Ÿ เมื่อสติเกิด... เหตุผลต้องตามมา ลองถามลูกถึงสิ่งที่เขาทำด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเป็นห่วง ที่สำคัญคือต้องรับฟังเหตุผลของลูกด้วยหัวใจที่ไม่อคติค่ะ Ÿ เมื่อฟังเหตุผลของลูกแล้ว คุณพ่อคุณแม่ต้องอธิบายถึงเหตุผลและความเป็นห่วงเป็นใยของคุณที่มีต่อลูกน้อยด้วยว่าทำไมเขาจึงทำแบบนี้ไม่ได้ เมื่อเขาทำแล้วพ่อแม่รู้สึกอย่างไร Ÿอารมณ์เพียงอย่างเดียวที่คุณพ่อคุณแม่ควรแสดงให้ลูกเห็นคือความรักและความเป็นห่วงเป็นใยค่ะ ดังนั้น เมื่ออธิบายเหตุผลที่เหมาะสมให้ลูกฟังแล้ว จงกอดเขาแน่นๆ ให้เขารู้ว่าคุณรักเขามากแค่ไหน และคุณจะเสียใจมากเพียงใดหากเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นกับเขาหรือต้องสูญเสียเขาไป จิตใจของลูกนั้นบอบบางมากกว่าที่เรารู้ค่ะ การทำร้ายหรือลงโทษเขาทางร่างกายโดยไม่ให้เหตุผลที่ดีพอกับเขาไม่เพียงความเจ็บปวดทางกายเท่านั้น แต่คุณได้ฝากรอยแผลลึกให้กับจิตใจของลูกด้วย ดังนั้น จงดูแลเอาใจใส่ ระบายแต่งแต้มสีสันผ้าขาวผืนน้อยของคุณด้วยความรักและความห่วงใยอย่างมีสตินะคะ

เช็กสิ! เราเป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกได้ดีหรือยัง
คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจเคยครุ่นคิดใช่ไหมคะว่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นพ่อแม่ที่ดี แล้วแบบที่เรากำลังทำอยู่ทุกวันนี้ดีพอหรือยัง ถ้าอยากรู้ลองมาเช็กลิสต์กันดูค่ะ เลือกสรรสิ่งดีๆ ให้ลูกในทุกวัน สิ่งดีๆ ที่เราพูดถึงถือการมอบความแข็งแรงทางร่างกายให้ลูก ด้วยการเลือกสรรอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้เขากินครบทั้ง 5 หมู่ พร้อมส่งเสริมการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก เช่น เล่นกีฬา วาดรูป อ่านหนังสือ ได้ทั้งกำลังกายและสภาพจิตใจที่แข็งแรงเปี่ยมสุข เฝ้ามองลูกเสมอ พฤติกรรมและอารมณ์ของลูกน้อยนั้นมีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยค่ะ บางครั้งก็เงียบจนน่าวิตก บ่อยครั้งที่ซนจนน่าหงุดหงิด สร้างอารมณ์คุกรุ่นให้คุณพ่อคุณแม่ได้เช่นกัน แต่นั่นคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักควบคุมค่ะ อย่าระเบิดอารมณ์ใส่ลูกเด็ดขาด แต่ให้พยายามทำความเข้าใจพัฒนาการด้านอารมณ์ของลูกแล้วเฝ้าดูไม่ให้มีสิ่งที่ขาดหรือมากเกินไป ควรระวังให้มีความพอดี นอกจากนี้การใช้เวลาเล่นสนุกกับลูก หรือเดินเล่นพูดคุยกับลูกบ้างจะช่วยให้คุณและลูกใกล้กันมากขึ้น เข้าใจกันดีขึ้น แถมยังเป็นช่วงที่จะถ่ายทอดความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมดีๆ ให้ลูกซึมซับได้ด้วยค่ะ ไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการที่ต่างกัน บางคนสอนง่าย บางคนสอนยาก ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากมากที่คุณพ่อคุณแม่จะสอนเรื่องต่างๆ ให้เขาเข้าใจและเรียนรู้ได้ทั้งหมด เพราะพัฒนาการและทักษะแต่ละด้านของลูกจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้และฝึกฝน ฉะนั้นถ้าลูกน้อยมีพัฒนาการที่เป็นไปตามช่วงวัยก็ขอให้พอใจ และอย่าเอาลูกไปเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นเลยค่ะ ลืมความผิดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้างก็ได้ ไม่ว่าใครก็สามารถทำผิดพลาดได้ค่ะ ยิ่งลูกน้อยที่ยังอยากรู้อยากลอง และไม่แข็งแกร่งพอที่จะทำทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบ แม้แต่คุณพ่อคุณแม่เองก็เถอะค่ะ ต้องเคยทำพลาดบ้างแน่ๆ ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์แล้วว่าไม่ใช่ความผิดที่ร้ายแรง หรือเป็นการละเมิดกติกาภายในบ้านแล้วละก็ ปล่อยผ่านหรือทำลืมๆ ไปบ้างก็ได้ค่ะ อย่ามัวนั่งจับผิดลูกอยู่เลย พร้อมมอบความรักและเชื่อมั่นในตัวลูก ไม่ว่าลูกรักมีจินตนาการหรือความต้องการที่จะทำอะไรขอให้คุณพ่อคุณแม่เชื่อมั่นในความสามารถของเขานะคะ อย่าหัวเราะเยาะจินตนาการลูกหรือดูแคลนว่าเขาจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่ได้ ลองเปลี่ยนจากความไม่เชื่อมั่นมาเป็นการสนับสนุนให้เขาได้ทำในสิ่งที่สนใจดีกว่า แต่ถ้าหากเขาทำผิดพลาดก็ควรให้กำลังใจเพื่อให้ลูกฮึดกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ให้เขารู้ว่ามีความรักของคุณพ่อคุณแม่คอยโอบกอดและอยู่เคียงข้างเขาเสมอค่ะ การเลี้ยงลูกนั้นไม่มีสูตรเฉพาะตายตัวนะคะ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถเป็นคุณพ่อคุณแม่ที่ดีที่สุดได้เพียงแค่มอบความรัก ความเข้าใจ และความอบอุ่นปลอดภัยให้กับลูกค่ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักคิดข้างต้นจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมได้ไม่มากก็น้อยนะคะ เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเลยค่ะ

เคล็ดลับป้องกันคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ “กระเป๋าแบน”
เมื่อต้องกลายเป็นคุณพ่อคุณแม่แบบเต็มตัว เชื่อว่ามือใหม่หลายคนคงกำลังตั้งตัวไม่ติดกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เริ่มถาโถมเข้ามาทั้งค่าเสื้อผ้า ผ้าอ้อม เปลนอน และอื่นๆ อีกสารพัด เริ่มเห็นแววกระเป๋าแบนรางๆ แล้วแน่นอน อย่าเพิ่งเครียดค่ะ เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เรามีเคล็ดลับพิทักษ์เงินในกระเป๋าเพื่อคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มาให้ลองนำไปใช้ค่ะ 1. อย่าเพิ่งซื้อทุกอย่างล่วงหน้า เก็บความเห่อลูกไว้ในใจโดยเฉพาะกับลูกคนแรก เพราะคุณพ่อคุณแม่อาจวู่วามขนซื้อของใช้จำนวนมากตั้งแต่ยังไม่คลอด ไม่ว่าอะไรก็ดูจำเป็นและน่ารักน่าซื้อน่าใช้ไปเสียหมด การเตรียมพร้อมล่วงหน้าเป็นความคิดที่ดีค่ะแต่การขนซื้อทุกอย่างถือเป็นการสิ้นเปลืองมาก ซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ ก่อน หลังคลอดแล้วค่อยมาว่ากันอีกทีว่ายังมีอะไรขาดเหลือบ้าง 2. ของมือสองไม่ใช่ปัญหา เด็กทารกนั้นโตเร็วมากกว่าที่คุณคิดค่ะ ดังนั้น การรับของมือสองจากญาติ หรือเพื่อนสนิทไม่ใช่เรื่องน่าอาย เชื่อเถอะว่าเสื้อผ้า ของเล่น และของใช้มือสองนั้นผ่านการใช้งานมาไม่มากหรอก รับรองว่าเซฟเงินในกระเป๋าไปได้อีกมากเลยค่ะ 3. อินเตอร์เน็ตเต็มไปด้วยสินค้าราคาย่อมเยา หากจำเป็นต้องซื้อของใช้ให้เจ้าตัวเล็กจริงๆ แนะนำให้คุณแม่มือใหม่ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” ให้เป็นประโยชน์ค่ะ เพราะนี่คือแหล่งสินค้าขนาดใหญ่ที่ช่วยให้คุณแม่สามารถเปรียบเทียบราคาและคุณภาพเพื่อเลือกจ่ายเงินให้กับสิ่งที่คิดว่าคุ้มค่ามากที่สุดได้ เพียงเท่านี้ก็จะได้ของใช้สำหรับลูกรักที่เราต้องการในราคาประหยัดสุดๆ แล้ว 4. ให้ลูกกินนมแม่แบบ Long Term นมแม่นั้นมีสารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วนสำหรับลูกรัก และในทางการแพทย์แล้วคุณแม่ให้ลูกกินนมได้นานไปจนถึงอายุ 1 ขวบเลยทีเดียว ดังนั้น หากต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย ควรพยายามให้นมแม่กับลูกน้อยนานที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ 5. กำหนดวงเงินใช้จ่าย หมายถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่ายประจำเดือนสำหรับค่าใช้จ่ายในบ้าน รวมถึงงบประมาณสำหรับซื้อสินค้าสิ้นเปลือง เพื่อลดรายจ่ายประเภทอื่นเฉลี่ยกับรายจ่ายสำหรับเลี้ยงดูลูกน้อย อ้อ... อย่าลืมส่วนของเงินออมด้วยนะคะ วิธีนี้ถือว่าดีที่สุดในการบริหารเงินของครอบครัว เซฟเงินในกระเป๋าได้แน่นอนค่ะ การเลี้ยงลูกนั้นจำเป็นต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดีนะคะ เพราะคุณไม่ได้ใช้จ่ายแค่ช่วงที่เขาเกิดมาลืมตาดูโลกเท่านั้น แต่ต้องมีเงินสำรองไว้ให้เขาไปอีก 20 ปี ดังนั้นประหยัดวันนี้เพื่อให้ลูกมีใช้ในวันหน้าดีกว่า

7 ประเภทพ่อแม่รังแกฉันที่ควรหลีกเลี่ยง
ความรักคือสิ่งที่ดี การหยิบยื่นความรักให้แก่กันจึงถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะความรักที่พ่อแม่มีให้ต่อลูกซึ่งเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ทว่าหากสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำเข้าข่ายของการเป็นพ่อแม่ 7 ประเภทต่อไปนี้ ความรักของคุณอาจเปลี่ยนเป็นการรังแกและทำร้ายลูกน้อยโดยไม่รู้ตัว 1. พ่อแม่สายสปอยล์ คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากจะให้ลูกลำบาก ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่จึงเลี้ยงและถนอมลูกดุจไข่ในหิน เมื่อมีปัญหาใดๆ มักทำหน้าที่เป็นกองหน้าเข้าชนกับปัญหาก่อน ลูกน้อยจึงไม่มีโอกาสจะเผชิญกับปัญหาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่ดูแลเจ้าตัวเล็กวัยเตาะแตะหรือกำลังโตหลายรายที่วางกับดักลูกน้อยโดยไม่รู้ตัว คอยโอ๋ คอยตามใจทุกเรื่อง ไม่เคยปล่อยให้ลูกเผชิญปัญหาต่างๆ และจัดการด้วยตนเอง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เองคือการรังแกลูกน้อยทางอ้อมโดยไม่รู้ตัวค่ะ 2. พ่อแม่สายเติม (ในส่วนที่ตัวเองขาด) คุณพ่อคุณแม่บางคนเห็นลูกเปรียบเสมือนตัวแทนของตนเองในอดีต จึงมักเติมเต็มความรู้สึกตัวเองโดยการใช้ลูกเป็นเครื่องมือ สิ่งที่ไม่เคยมี และสิ่งที่ฝังใจอันเป็นปมด้อยในอดีตจึงพยายามฝังกลบและเติมเต็มผ่านลูกน้อย กระนั้นการเลือกเติมเต็มให้ถูกต้องในบางครั้งเป็นการทำตามความต้องการของตนเอง มากกว่าสนใจความต้องการของลูกน้อย 3. พ่อแม่จอมวางแผน คุณพ่อคุณแม่ประเภทนี้เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองเลือกคือเส้นทางที่ดีที่สุดของลูกน้อย โดยใช้ข้ออ้างทางความรักในการบังคับและไม่ฟังเสียงของลูก ต้องการให้ลูกเดินตามที่ตนเองต้องการทุกอย่างโดยไม่ฟังคำอธิบายของลูก ไม่ว่าจะเป็นวางแผนให้ลูกเรียนดนตรีทั้งๆ ที่ลูกชอบศิลปะมากกว่า วางแผนให้เรียนเขียนอ่านทั้งๆ ที่ลูกยังไม่มีความพร้อมด้านการเรียนเพราะอายุยังน้อย โดยมากเด็กไทยส่วนใหญ่ประสบปัญหานี้แทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่เด็กมักเลือกเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการมากกว่าที่จะรู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไร 4. พ่อแม่จอมป้องกัน พ่อแม่ประเภทนี้เป็นพ่อแม่ที่ปกป้องลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกเกิดปัญหาอะไรกับใคร มักกล่าวร้ายอีกฝ่ายเสมอ ออกโรงปกป้องเต็มที่จนทำให้ลูกน้อยกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาในอนาคต 5. พ่อแม่ผู้เชื่อใจ 100% สำหรับพ่อแม่ประเภทนี้ เสียงของลูกคือเสียงที่ดังที่สุดเสมอ คุณพ่อคุณแม่ประเภทนี้มักพร้อมจะเชื่อในสิ่งที่ลูกน้อยบอกทุกอย่าง ด้วยความรักที่มีและความเชื่อใจจึงทำให้ไม่ได้สังเกตหรือตรวจสอบพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมข้างกายลูก จนอาจไม่ทราบว่าสิ่งที่ลูกทำอยู่นั้นเหมาะสมหรือไม่ 6. พ่อแม่ผู้กำกับ พ่อแม่ประเภทนี้มักจะไม่ยอมให้ลูกอยู่นอกสายตาเพื่อไม่ให้ลูกออกนอกลู่นอกนาง และมักมีกฎเกณฑ์กติกาและตารางชีวิตสำหรับลูก เช่น ชั่วโมงนี้ลูกต้องเรียนว่ายน้ำ เรียนเปียโน หรือการกำหนดพื้นที่ให้ลูกอยู่ในบ้านโดยไม่อนุญาตให้ลูกไปเที่ยว ชีวิตของลูกน้อยกับพ่อแม่ประเภทนี้จึงมักเป็นไปด้วยความตึงเครียด อึดอัด กดดัน ในท้ายที่สุดจึงส่งผลให้ลูกน้อยต้องโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงในที่สุด 7. พ่อแม่สายรักนะแต่ไม่แสดงออก เป็นธรรมดาที่พ่อแม่ทุกคนย่อมรักลูกกว่าแก้วตาดวงใจ แต่พ่อแม่ประเภทนี้เป็นสายพฤติกรรมไม่ตรงกับใจ ไม่ให้กำลังใจหรือชื่นชมเพราะกลัวลูกจะเหลิงยินดีกับคำชม แต่การทำเช่นนี้เสมือนดาบสองคม เพราะลูกน้อยอาจคิดว่าพ่อแม่ไม่รักและหันไปหาคนที่พวกเขาคิดว่าให้ความสำคัญและใส่ใจกับเขามากกว่า ซึ่งคุณพ่อคุณแม่คงไม่มีทางรู้เลยว่า คนเหล่านั้นจะเป็นคนที่รักเขาและนำเขาไปสู่สิ่งที่ดีที่ควรหรือไม่ หรือเป็นผู้ชักนำภยันตรายต่างๆ เข้ามา หากคุณมีความเสี่ยงที่จะเป็นคุณพ่อคุณแม่ในประเภทใดประเภทหนึ่งของ 7 ประเภทนี้ หรือมิกซ์รวมอย่างละนิดละหน่อยแล้วล่ะก็ ความรักที่มีอาจทำให้พัฒนาการสมกับวัยของเขา ต้องสะดุดและเป็นอันตรายต่อชีวิตของเขาได้ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ลองปรับวิธีมารักลูกน้อยแบบพอดีกันดูนะคะ รับรองว่าความรักที่มีจะไม่น้อยลงแถมผลลัพธ์ที่ได้กลับมาจะดีเกินคาดด้วยค่ะ