คุณแม่มือใหม่
บทความยอดนิยม
บทความคุณแม่มือใหม่อัพเดตล่าสุด
จัดการปัญหาลูกรักไม่ยอมนอนในเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ
ข้อดีของเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติอีกข้อหนึ่งก็คือสามารถช่วยฝึกวินัยในการนอนของลูกให้นอนหลับได้ด้วยตัวเอง แต่ปัญหาก็คือเด็กบางคนติดการอุ้มกล่อมจนหลับ หรือติดการนอนหลับบนเตียงคุณแม่ (สาเหตุของภาวะไหลตายในเด็ก) ไปเสียแล้ว วันนี้ Fico มีวิธีจัดการปัญหามาฝากกันค่ะ - วางตำแหน่งเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติไว้ในมุมที่ลูกนอนหลับเป็นประจำ จะทำให้ลูกรู้สึกชินกับเปลได้เร็วขึ้นค่ะ - นำเสื้อของคุณแม่ไปวางไว้ใกล้ๆ ลูก กลิ่นของคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขึ้นค่ะ - หรี่ผ้าม่านให้ห้องไม่สว่างเกินไป และเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับลูกน้อย - นำสิ่งของที่อาจทำให้เกิดเสียงออกจากเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ อาทิ ของเล่น ขวดนม เพราะสิ่งของเหล่านี้อาจทำให้เกิดเสียงรบกวนเมื่อเปลไกวได้ค่ะ - ปรับระดับการไกวตามที่ลูกชอบ โดยเริ่มจากระดับเบาสุดก่อนจากนั้นจึงค่อยๆ ทดลองว่าลูกนอนหลับได้ดีในระดับความเร็วเท่าไร - อยู่เคียงข้างลูกเสมอในขณะที่กล่อมนอนในเปล จะช่วยตัดความกังวลในเรื่องการห่างจากแม่ออกไปได้ การปรับพฤติกรรมให้ลูกสามารถนอนหลับได้ด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว ดังนั้นคุณแม่ต้องเน้นทำซ้ำทำบ่อย เท่านี้ก็จะช่วยฝึกวินัยการนอนที่ดีให้ลูกได้ค่ะ

"เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ"เหมาะกับนิสัยการนอนแบบไหน
เพราะในท้องตลาดมีเปลสำหรับทารกให้คุณแม่เลือกอยู่มากมาย บ่อยครั้งคุณแม่จึงเกิดความลังเลใจว่าจะเลือกเปลแบบทั่วไปหรือเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติให้ลูกดี ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ คุณแม่จะต้องสังเกตธรรมชาติการนอนของลูกก่อนเพื่อจะได้เลือกเปลที่ช่วยให้ลูกหลับสบายได้อย่างแท้จริงค่ะ ทำความเข้าใจธรรมชาติการนอนของลูกน้อย แรกเกิด- 4 เดือน ทารกแรกเกิดจะใช้เวลาในการนอนมากถึง 16-17 ชั่วโมงต่อวัน โดยหลับสั้นๆ ครั้งละ 3-4 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน 5-12 เดือน เมื่อเริ่มโตขึ้น ลูกจะนอนหลับน้อยลงกว่าปกติ โดยจะนอนหลับช่วงกลางวันเพียง 2 ครั้ง คือช่วงเช้าและช่วงบ่ายเท่านั้นค่ะ คำถามก็คือ... เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติเหมาะกับเด็กแบบไหน ซึ่งคำตอบก็คือเหมาะกับลูกน้อยที่มีพฤติกรรรมการนอนแตกต่างจากปกติทั่วไปดังนี้... - นอนหลับเป็นเวลาน้อยกว่า 30 นาที/ ครั้ง - ตื่นช่วงกลางคืนบ่อยมาก - ตื่นนอนช่วงกลางคืนและไม่ยอมนอนต่อ หรือนอนหลับต่อได้ยากมาก อาทิ ตื่นตีสองหลับอีกครั้งตีสี่ เป็นต้น - มีอายุมากกว่า 4 เดือน แต่ยังไม่สามารถนอนหลับด้วยตัวเองได้ และติดหลับด้วยการอุ้มกล่อมอยู่ หากพิจารณาดูแล้วว่าลูกน้อยมีธรรมชาติการนอนที่ตอนตื่นมากกว่าตอนหลับ ทั้งๆ ที่วัยนี้ควรนอนหลับมากกว่าตื่น ก็ถึงเวลาที่คุณแม่ต้องหาเครื่องมือช่วยอย่างเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติที่ได้รับการยอมรับในหลายๆ ประเทศว่าช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับสนิท และหลับสบายมาไว้ใช้ติดบ้านแล้วค่ะ

‘เตรียมของใช้ให้ลูกน้อย’ เรื่องจำเป็นที่คุณแม่มือใหม่พลาดไม่ได้
การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูกวัยแรกเกิด ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ จะเตรียมอะไร? อย่างไรดี? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ ไปติดตามพร้อมๆ กันนะคะ เสื้อผ้าลูกน้อย ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้านุ่มและโปร่งสบาย ไม่มีการย้อมสีและสารเคมี ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบอบบางของลูกได้ ผ้าอ้อม ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแม่ว่าจะใช้ผ้าอ้อมผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป หากเลือกใช้ผ้าอ้อมผ้าควรเตรียมไว้อย่างน้อย 24 ผืน แผ่นรองซับ หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก สำหรับรองก้นลูกเวลาทำความสะอาด แผ่นซับน้ำนม สำหรับคุณแม่เพื่อป้องกันน้ำนมไหลเปรอะเสื้อ หมอนให้นม กรณีที่คุณแม่ให้ลูกทานนมแม่ หมอนให้นมจะช่วยคุณแม่คลายความเมื่อยขณะให้นมได้ ขวดนมและอุปกรณ์ทำความสะอาดขวดนม ควรเลือกขวดนมที่ได้มาตรฐาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและปลอดภัยต่อทารก ครีมทาป้องกันหัวนมแตกจากการให้นมบุตร ครีมอาบน้ำและยาสระผม เลือกแบบที่อ่อนโยนต่อผิวทารก สำลีทำความสะอาด คอตตอนบัด แอลกอฮอล์สำหรับเช็ดสะดือลูกน้อย เปลและที่นอน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกวัยทารก เพราะการให้ลูกน้อยนอนร่วมเตียงเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะไหลตายในเด็ก (SIDS) ดังนั้นเพื่อการนอนหลับอย่างปลอดภัยของลูก คุณแม่ควรจัดหาเปลหรือเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติที่มีความแข็งแรงทนทาน มีคุณภาพมาตรฐาน และไกวด้วยความเร็วสม่ำเสมอและนุ่มนวลเพื่อลูกน้อยนอนหลับสบายอย่างปลอดภัยตลอดคืนค่ะ เครื่องนอน ควรเลือกที่ทำจากผ้าคอตตอน 100% และไม่วางเกะกะเต็มเปล แต่ใช้เพียงที่จำเป็น เช่น ผ้าห่อตัวขณะหลับ เพราะการวางเครื่องนอนหลายชิ้น ทั้งผ้าห่ม หมอน หมอนข้างที่นุ่มนิ่ม อาจทำให้เกิดภาวะไหลตายในเด็กได้ (SIDS) คาร์ซีท ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกันอันตรายขณะลูกน้อยอยู่บนรถได้อย่างดี คุณแม่จึงควรติดตั้งคาร์ซีทและจัดให้ลูกนั่งอยู่ในคาร์ซีทขณะออกเดินทางทุกครั้ง จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกได้ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะมากมาย แต่ควรเน้นที่ความปลอดภัย ตรงตามวัย สีสันสดใส นุ่มนิ่ม ผิวสัมผัสหลากหลาย และมีเสียง จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ดีค่ะ เลือกของใช้ให้ลูกไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะให้ดีที่สุดต้องดูที่ความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งนะคะ

"เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ"เพื่อลูกรักหลับสบาย
การนอนหลับถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากช่วยให้ร่างกายลูกได้พักผ่อนแล้ว คุณแม่ยังได้พักผ่อนตามไปด้วยค่ะ ในต่างประเทศเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้รับการยอมรับว่าช่วยให้ลูกหลับสนิทได้จริง สำหรับเหตุผลที่เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติทำให้ลูกน้อยหลับสนิทนั้นก็เป็นเพราะเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติทำให้ลูกรู้สึกเหมือนตอนที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั่นเองค่ะ ช่วงที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้น คุณแม่จะมีการขยับเขยื้อนร่างกายตลอดเวลา ลูกน้อยจึงคุ้นชินกับการนอนหลับขณะคุณแม่เคลื่อนไหวร่างกาย เช่นเดียวกันลูกมักตื่นเมื่อทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว สังเกตได้จากเมื่อคุณแม่ล้มตัวลงนอนหรือนั่งเฉยๆ ลูกน้อยก็จะมีการเคลื่อนไหวร่างกายและถีบท้องคุณแม่อยู่บ่อยครั้งค่ะ ด้วยเหตุนี้เอง"การไกวด้วยจังหวะที่นุ่มนวลของเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ" จึงทำให้ลูกรักหลับสบายเพราะรู้สึกราวกับว่าอยู่ในท้องของคุณแม่นั่นเองค่ะ

เลือกเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติอย่างไร “เวิร์คสุดๆ”
เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติถือเป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับครอบครัวยุคใหม่ เพราะมีข้อดีที่หลากหลาย อาทิ ช่วยเบาแรงคุณแม่ในการกล่อมลูก ลูกน้อยหลับสบาย พกพาสะดวก ราคาประหยัด สามารถใช้เป็นเตียงนอนและเพลย์เพลนได้ ฯลฯ ด้วยคุณสมบัติมากมายจึงทำให้คุณแม่หลายๆ ท่านต้องการเปลไกวไฟฟ้ามาเป็นอุปกรณ์ช่วยให้ลูกน้อยหลับสบาย วันนี้ Autoru มีวิธีเลือกเปลไกวไฟฟ้าให้เหมาะและปลอดภัยกับลูกน้อยมาฝากค่ะ 1. ดูฟังก์ชั่นการใช้งาน เปลไกวไฟฟ้าแต่ละชนิดมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป คุณแม่ควรคำนึงถึงการใช้งานเป็นหลักค่ะว่าต้องการใช้เพียงแค่ให้ลูกนอนระหว่างวัน จะใช้เป็นคอกกั้นเล่นระหว่างวัน หรือเป็นเพลย์เพลนเพื่อความปลอดภัยของลูก หากคิดไตร่ตรองดีแล้วก็เลือกตามฟังก์ชั่นการใช้งานที่เหมาะสมได้เลยค่ะ 2. แบตเตอรี่และปลั๊กไฟได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย ปลั๊กไฟและกล่องอุปกรณ์ควรติดตั้งในตำแหน่งที่ลูกเอื้อมไม่ถึง และผลิตอย่างมีคุณภาพมาตรฐานโดยบริษัทที่น่าเชื่อถือ จึงมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยค่ะ 3. ความเร็วและการเคลื่อนไหวนุ่มนวล ความเร็วและการเคลื่อนไหวควรเป็นจังหวะที่สม่ำเสมอและไกวอย่างนุ่มนวล ไม่ใช่ลักษณะการเหวี่ยงไปมา และสามารถปรับระดับการไกวในจังหวะที่เหมาะสมกับลูกน้อย 4. มีเครื่องหมายรับรองความปลอดภัย เครื่องหมายความปลอดภัยจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่าเปลไกวไฟฟ้าจะทำให้ลูกรักหลับอย่างสบายได้ในทุกๆ วัน (ใช้โลโก้เครื่องหมายความปลอดภัยของบริษัททางเวียดนามมาลงนะคะ มีกี่ตรานำลงทั้งหมดค่ะ) :) 5. ทำความสะอาดได้ง่าย ผิวของลูกน้อยยังบอบบาง ดังนั้นเปลไกวไฟฟ้าที่คุณเลือกจึงต้องสามารถถอดซักทำความสะอาดได้ง่ายดาย 6. ผลิตจากผ้า Cotton 100% ด้วยคุณสมบัติของผ้าคอตตอนที่ระบายอากาศได้ง่าย ไม่เก็บกลิ่นอับ จึงทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายผิวขณะสัมผัสกับเปลนอน 7. โครงสร้างแข็งแรง เลือกเปลไกวไฟฟ้าที่มีโครงสร้างแข็งแรง ทั้งโครงสร้างของขาเปล และโครงสร้างของตัวเปล เพราะ… - โครงสร้างขาเปลที่แข็งแรงทนทาน ไกวแล้วไม่โงนเงนไปมา ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกจากสาเหตุเปลล้ม - โครงสร้างตัวเปลแข็งแรง ป้องกันไม่ให้หลังลูกคดงอผิดสรีระ 8. ไม่มีเสียงดังรบกวน เปลไกวไฟฟ้าที่ดีจะต้องไม่มีเสียงดังรบกวนการนอนของลูกน้อย หากพิจารณาคุณสมบัติแล้วครบครันตามนี้ ก็มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่คุณและลูกจะได้รับแล้วค่ะ

เคล็ด(ไม่)ลับเพื่อลูกน้อยหลับสบาย
คุณแม่ทราบไหมคะว่าการนอนหลับของลูกนั้นจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้หลายด้าน ทั้งในด้านการเจริญเติบโตทางกาย การพัฒนาสมอง แล้วยังส่งผลต่ออารมณ์ที่แจ่มใสของลูกน้อยด้วย ปัญหาก็คือลูกวัยเบบี้ส่วนใหญ่มักตื่นบ่อยและการกล่อมให้นอนหลับก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเหตุนี้ Autoru จึงนำเคล็ดลับดีๆ เพื่อลูกน้อยหลับสบายมาฝากคุณพ่อคุณแม่เพื่อนำไปปรับใช้กับเจ้าตัวน้อยที่บ้านกันค่ะ No. 1 เช็กผ้าอ้อม คอยเช็กผ้าอ้อมว่าลูกขับถ่ายออกมาเปื้อนผ้าอ้อมหรือเปล่า เพราะความเปียกชื้นจากผ้าอ้อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว No.2 เช็กความหิว กระเพาะอาหารของลูกยังเล็ก ลูกจึงทานได้น้อยและหิวบ่อย หากสังเกตเห็นลูกทำปากจ๊อบแจ๊บ หรือดูดนิ้ว นั่นอาจเป็นสัญญาณบอกว่าลูกหิว คุณแม่ควรให้นมก่อนกล่อมนอนอีกครั้ง No.3 จัดบรรยากาศการนอน ควรจัดบรรยากาศที่เหมาะสมกับการนอนให้ลูก โดยหรี่ม่านลง เพื่อลดแสงสว่างในห้อง งดเสียงดังรบกวน เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส เพื่อความสบายของลูกน้อย No.4 ห่อตัว ห่อตัวลูกด้วยผ้าห่อตัวจะช่วยเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยและอบอุ่นแก่ลูก No.5 ใช้ตัวช่วย ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะยอมนอนหลับแต่โดยดี หากลองทุกวิธีข้างต้นแล้วยังไม่ได้ผล คุณแม่อาจหาตัวช่วยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เปลไกว หรือเปลไกวไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในต่างประเทศ โดยเลือกเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติที่ไกวด้วยจังหวะสม่ำเสมอและนุ่มนวล ก็จะทำให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่และหลับได้ง่ายขึ้นค่ะ

ปฏิบัติการคืนสภาพช่องคลอดให้คุณแม่
การมีสุขภาพช่องคลอดที่ดีและฟิตแอนด์เฟิร์มเหมือนตอนก่อนคลอด ดูจะเป็นเรื่องที่คุณแม่ส่วนใหญ่ถวิลหาเพื่อเรียกความมั่นใจกลับคืนมา แล้วจะมีวิธีการคืนสภาพช่องคลอดให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้อย่างไรต้องตามมาดูค่ะ 1. หลับให้สนิทพักผ่อนให้พอ ช่วงหลังคลอดจะให้นอนหลับสนิทและพักผ่อนให้เพียงพอดูเป็นเรื่องยากมากสำหรับคุณแม่ เพราะเจ้าตัวเล็กมักหิวนมทุกๆ 2 ชั่วโมงเป็นปกติ แต่การฟื้นฟูทุกระบบในร่างกายให้กลับมามีความพร้อมอย่างเต็มที่จำเป็นต้องมีการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนแรกนี้เมื่อไรที่ลูกหลับก็ต้องหลับไปพร้อมกับลูกเลยค่ะ ดีแน่นอน 2. นั่งแช่น้ำอุ่น เพื่อฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้รู้สึกผ่อนคลาย หรือเปิดฝักบัวให้น้ำอุ่นๆ ไหลผ่านร่างกายก็ช่วยให้สดชื่นขึ้นได้เช่นกัน แต่ถ้าเป็นคุณแม่ผ่าคลอดควรรอให้แผลหายดีก่อน การแช่น้ำอุ่นนอกจากจะช่วยให้อาการปวดหลังของคุณแม่คลายลงแล้วยังช่วยลดอาการปวดแผลฝีเย็บตรงช่องคลอดได้ด้วยค่ะ 3. ฝึกขมิบช่องคลอด การขมิบช่องคลอดหลังจากแผลฝีเย็บหายดีแล้ว ถือเป็นการออกกำลังกายช่องคลอดได้อย่างดี โดยในช่วงแรกคุณแม่อาจเริ่มที่ 50 ครั้งต่อหนึ่งรอบ จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้าไป จะช่วยให้ช่องคลอดแข็งแรงและกลับมากระชับเหมือนเดิมได้ นอกจากการคืนสภาพที่ดีให้ช่องคลอดแล้ว การรักษาความสะอาดช่องคลอดหลังการคลอดลูกก็เป็นเรื่องสำคัญมาก หากคุณแม่รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างทั้งมีเลือดออกจากช่องคลอด ปัสสาวะแล้วแสบขัด หรือช่องคลอดมีกลิ่นเหม็น ไม่ควรนิ่งนอนใจและรีบเดินทางไปพบแพทย์ในทันทีค่ะ

เป็นอีสุกอีใสขณะตั้งครรภ์... เสี่ยง! ลูกพิการ
อีสุกอีใสเป็นโรคที่มักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ค่ะ แต่กลับแสดงอาการรุนแรงในผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นอีสุกอีใสขณะตั้งครรภ์ด้วยแล้ว อาจส่งผลรุนแรงถึงขั้นทารกพิการหรือเสียชีวิตได้เลยค่ะ “อีสุกอีใส” คืออะไร อีสุกอีใสเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งสามารถแพร่กระจายได้จากการไอ จาม และการสัมผัสกับผู้ป่วย โดยเชื้ออีสุกอีใสมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ และจะเริ่มแบ่งตัวเข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาการที่เกิดตามมาคือมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว มีตุ่มน้ำใสและคันขึ้นตามร่างกาย อันตรายแค่ไหนเมื่อแม่ท้องเป็นโรคอีสุกอีใส ในขณะตั้งครรภ์ภูมิคุ้มกันของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้อาการของอีสุกอีใสรุนแรงกว่าช่วงเวลาปกติ ขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ของคุณแม่ค่ะ • ระยะครรภ์อ่อน (ภายใน 20 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์) เป็นช่วงระยะการสร้างอวัยวะของทารกในครรภ์ หากเกิดการติดเชื้อนี้จากคุณแม่ที่เป็นอีสุกอีใส อาจทำให้ลูกน้อยเกิดความผิดปกติของผิวหนัง หรือแขนขาลีบเล็ก ปัญญาอ่อน สมองฝ่อ สมองอักเสบ ชัก เป็นอัมพาต ตาเป็นต้อกระจก หรืออาจคลอดก่อนกำหนด • 7 วันก่อนคลอด หมายถึง การที่คุณแม่เป็นอีสุกอีใสในช่วง 7 วันก่อนคลอด อาจเกิดภาวะปอดบวม ปอดอักเสบ การหายใจล้มเหลว สามารถทำให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และลูกในท้อง หรือทำให้ทารกติดเชื้อรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ วิธีป้องกันอีสุกอีใสในแม่ท้อง • คนท้องที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรือไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่ควรจะฉีดวัคซีนอีสุกอีใส เพราะอาจจะเกิดอันตรายได้ และควรหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้คนเป็นโรคอีสุกอีใส แต่หากได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้ออีสุกอีใสควรรีบพบแพทย์ • ควรฉีดวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกันประมาณ 1 เดือน และรออย่างน้อยอีก 1-3 เดือนหลังฉีดวัคซีนครบก่อนที่จะเริ่มปล่อยให้ตั้งครรภ์ ดูแลตนเองอย่างไรเมื่ออีสุกอีใสมาเยือน • คุณแม่ควรดื่มน้ำมากๆ และนอนหลับให้ได้ 8-10 ชั่วโมงต่อวัน • ไม่ควรแกะเกาตุ่มใส หากคันมากจนทนไม่ไหวสามารถทายาคาลาไมน์ได้ • เมื่อมีอาการไข้สูงควรกินยาลดไข้ร่วมกับใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อบรรเทาอาการ แต่หากไข้ไม่ลด ตุ่มใสเป็นหนอง หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น หอบเหนื่อย ชัก ซึม เจ็บแน่นหน้าอก ควรรีบพบแพทย์ทันที คุณแม่อ่านแล้วอย่าเพิ่งเป็นกังวลนะคะเพราะหากไม่ได้เป็นอีสุกอีใสในช่วงไตรมาสแรกหรือช่วงใกล้คลอดความรุนแรงจะน้อยลงค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันโดยพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าใกล้ผู้ป่วยหรือฉีดวัคซีนป้องกันไว้ล่วงหน้าก่อนตั้งครรภ์เพื่อความปลอดภัยในระยะยาวค่ะ

ท้องเสียระหว่างตั้งครรภ์ส่งผลร้ายต่อลูกในครรภ์ไหม
ในช่วงตั้งครรภ์อาจมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ส่งผลให้คุณแม่เกิดอาการเจ็บป่วย บางครั้งเกิดจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามองข้าม อย่างอากาศ เสื้อผ้า อาหาร น้ำดื่ม ฯลฯ และอาการ “ท้องเสีย” คือหนึ่งในผลของสิ่งเล็กน้อยนั่นเอง แถมอาการท้องเสียยังส่งผลกับลูกในครรภ์ได้ด้วยค่ะ ต้นเหตุท้องเสียระหว่างตั้งครรภ์ อาการท้องเสียคือสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไร คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรศึกษาข้อมูลให้ดีเพื่อจะได้เข้าใจมากขึ้น อาการท้องเสียนั้นเกิดจากหลายสาเหตุทั้งจากการติดเชื้อโรค หวัดลงคอ อาหารเป็นพิษ น้ำดื่มไม่สะอาด การขาดวิตามินเสริมบางชนิดจนก่อให้เกิดการถ่ายเหลวหรือถ่ายผิดปกติเกินกว่า 4 ครั้งต่อวัน กระทบทารกในครรภ์หรือไม่ “แม่ทำอะไรลูกย่อมได้รับอย่างนั้นด้วย” อาการท้องเสียก็ย่อมส่งผลต่อลูกในครรภ์อย่างแน่นอน เพราะร่างกายแม่ตั้งครรภ์จะเกิดภาวะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ ลูกในครรภ์ก็จะขาดน้ำ ขาดเกลือแร่ตามไปด้วย รวมถึงส่งผลกระทบให้ลูกไม่สบายตัวเพราะเสียงของลำไส้ที่บิดตัวไปมา จนทำให้ลูกพักผ่อนไม่เพียงพอค่ะ การดูแลรักษา 1. ดื่มเกลือแร่เพื่อช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย 2. งดอาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด และอาหารสุกๆ ดิบๆ 3. ไม่ซื้อยาฆ่าเชื้อมาทานเองโดยเด็ดขาด หรือห้ามใช้ยาแก้ท้องเสียซึ่งมีส่วนผสมของโซเดียมหรือโซเดียมไบคาร์บอเนตที่เป็นอันตรายกับสุขภาพครรภ์ 4.หลังขับถ่ายทุกครั้งต้องทำความสะอาดบริเวณทวารหนักให้ดี โดยเช็ดทำความสะอาดในลักษณะเช็ดจากข้างหน้าไปข้างหลัง เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกเข้าสู่ทางปากช่องคลอดจนส่งผลต่อลูกน้อย 5.ทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด หรือทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น ขนมปัง กล้วย โยเกิร์ต ข้าว เนื้อไม่ติดมัน 6. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล เช่น น้ำผลไม้รสหวาน น้ำอัดลม เพราะจะยิ่งทำให้ท้องเสียมากขึ้น หากคุณแม่มีอาการถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย เป็นมูก เป็นเลือด เกิน 4 ครั้งต่อวัน ควรรีบไปพบหมอทันทีนะคะเพราะนี่เป็นอาการขั้นรุนแรง ต้องรีบรับการรักษาโดยด่วนค่ะ

เมนูมื้อเที่ยงของแม่ท้อง... กินอย่างไรได้ประโยชน์
คุณแม่ท้องหลายคนน่าจะยังมีไลฟ์สไตล์ของ Working Mom ที่ต้องทำงานนอกบ้านนะคะ เมนูมื้อกลางวันจึงต้องพิถีพิถันและใส่ใจกันหน่อยเพราะเชื่อว่าแม่ท้องน้อยคนที่จะหิ้วปิ่นโตจากบ้านไปกินที่ทำงาน วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับการเลือกกินเมนูมื้อเที่ยงยอดฮิตของสาวออฟฟิศที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝากค่ะ Top 5 เมนูมื้อเที่ยงของ Working Mom ก๋วยเตี๋ยว ควรเลือกก๋วยเตี๋ยวน้ำเพราะก๋วยเตี๋ยวแห้งมักคลุกน้ำมันมากกว่าแถมยังเติมถั่วป่นซึ่งเต็มไปด้วยไขมันและเสี่ยงต่อเชื้อราอัลฟาทอกซินด้วย และหากเลือกกินเมนูเย็นตาโฟควรลดซอสสีชมพูลงเพราะอาจมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่ นอกจากนี้ควรลดการปรุงรสจัด งดเติมน้ำตาลและน้ำปลาซึ่งมีผลกับน้ำหนัก ความดันและไต อ้อ... ในน้ำซุปก็เป็นแหล่งรวมโซเดียมต้นตอความดันโลหิตสูง ฉะนั้นอย่ากินเยอะค่ะ ข้าวแกงและอาหารตามสั่ง ข้าวราดแกงและอาหารจานเดียวมักมีปริมาณผักและเนื้อสัตว์น้อยกว่าที่แม่ท้องควรจะได้รับ ดังนั้นควรเพิ่มโปรตีนด้วยการกินไข่ต้มแทนไข่ดาว หรือกินกับเกาเหลาที่มีลูกชิ้นและผักเสริมเข้าไปด้วยค่ะ และควรหลีกเลี่ยงข้าวที่ผัดคลุกเคล้าลงในกระทะซึ่งชุ่มไปด้วยน้ำมันเพราะเสี่ยงต่อการเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดค่ะ อาหารอีสานรสแซบ คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถกินอาหารอีสานได้ทั้งลาบ น้ำตก หรือแม้แต่ส้มตำ แต่ต้องลดรสชาติจัดจ้านลง ไม่ใส่ถั่วลิสง กุ้งแห้ง และเลี่ยงส้มตำปลาร้าหรือปูเค็มเพราะมีโซเดียมสูงทำให้เกิดอาการบวมได้ ไก่ทอดหรือไก่ย่างให้ลอกหนังออกแล้วกินเฉพาะเนื้อ และกินผักสดร่วมด้วยค่ะ ยำสารพัดอย่าง ควรเลือกกินที่ปรุงสุกใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงจากพยาธิและเชื้อโรค และไม่เผ็ดมากเกินไปเพราะจะทำให้คุณแม่ท้องอืด ไม่สบายตัว หากกินยำประเภทที่ใส่เส้น เช่น วุ้นเส้น เส้นเซี่ยงไฮ้ ไม่จำเป็นต้องกินคู่กับข้าวอีกค่ะเพราะเส้นเหล่านี้มีคาร์โบไฮเดรตอยู่แล้ว สเต็ก ส่วนใหญ่แล้วสเต็กจะเสิร์ฟพร้อมขนมปังหรือมันฝรั่งและผักซึ่งช่วยให้คุณแม่ได้รับแป้งและกากใย แต่ไม่ควรราดน้ำสลัดมากนักเพราะทำให้อ้วนได้ง่ายค่ะ แล้วอย่าลืมว่าควรสั่งสเต็กแบบสุกจะดีต่อสุขภาพคุณแม่มากกว่า เพราะเนื้อสัตว์ที่ไม่สุกอาจมีพยาธิปะปนอยู่ค่ะ ไม่ว่าเมนูอะไรก็ตามคุณแม่ควรกินให้มีความหลากหลายและต้องพิจารณาความสะอาดของวัตถุดิบ สถานที่ และสุขอนามัยของคนปรุงด้วย ที่สำคัญคือไม่ควรปรุงรสชาติเพิ่มเติม และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีรสหวานทุกชนิด อดใจไว้ก่อนแล้วดื่มน้ำเปล่าดีที่สุดค่ะ

กรดโฟลิกสำคัญไฉน...
สำหรับผู้หญิงที่วางแผนว่าจะตั้งครรภ์ หรือคุณแม่ที่เพิ่งทราบว่าตนเองตั้งครรภ์เมื่อไปพบแพทย์มักได้รับวิตามินรวมไปถึงโฟลิกมากิน กรดโฟลิกคืออะไร และสำคัญต่อการตั้งครรภ์อย่างไร มาดูข้อมูลกันค่ะ กรดโฟลิกคืออะไร? กรดโฟลิกจัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราไม่ได้ต้องการมาก แต่จะขาดไม่ได้ โดยเฉพาะในคุณแม่ตั้งครรภ์และลูกน้อย โดยปกติ ร่างกายคนเราต้องการกรดชนิดนี้วันละประมาณ 100-200 ไมโครกรัม แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ จะต้องการมากกว่าปกติ เป็น 500-600 ไมโครกรัมเลยทีเดียวค่ะ กรดโฟลิกสำคัญอย่างไร? กรดโฟลิกจัดเป็นวิตามินที่สำคัญอย่างมากต่อกระบวนการตั้งครรภ์ รวมไปถึงพัฒนาการที่ดีของตัวอ่อนในครรภ์ค่ะ แพทย์จะสั่งโฟลิกให้กับแม่ตั้งครรภ์เพื่อส่งเสริมและป้องกันภาวะต่างๆ ดังนี้... - ป้องกันความผิดปกติของดีเอ็นเอ การแบ่งเซลล์ และช่วยให้พัฒนาการของเซลล์ต่างๆ เป็นไปอย่างปกติ - ช่วยให้เซลล์มีพัฒนาการปกติและเหมาะสม - ลดความเสี่ยงและป้องกันโรคสมองพิการ - ลดอัตราการแท้งลูก - ช่วยเสริมความแข็งแรงให้เซลล์เม็ดเลือดแดง กรดโฟลิกอยู่ที่ไหน? ตามปกติแล้ว เพียงรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ ร่างกายคนเราก็จะสะสมกรดโฟลิกไว้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว แต่ในคุณแม่ตั้งครรภ์ที่ต้องการมากกว่าปกติ สามารถเลือกบริโภคอาหารที่กรดโฟลิกสูงตามธรรมชาติได้ โดยเริ่มกินตั้งแต่วางแผนตั้งครรภ์สะสมไว้ได้เลย เช่น ผักผลไม้สีเขียวและเหลือง อย่าง ผักโขม ฟักทอง บร็อกโคลี คะน้า แครอท หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว ปลา นมสด ไข่แดง ตับ หรือธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ หรือขนมปังโฮลวีต เป็นต้น อ่านถึงตรงนี้จะเห็นได้ว่า อาหารที่อุดมด้วยกรดโฟลิกไม่ได้หายากเลยใช่ไหมคะ... ถ้าจะให้ดี เสริมกรดโฟลิกกันตั้งแต่วางแผนจะตั้งครรภ์ กินไปยาวๆ ถึงหลังคลอดได้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่

วิธีลดอาการเท้าบวมหลังคลอด
อาการบวมตามขาที่พบในคุณแม่มือใหม่ทั้งหลายซึ่งเกิดจากของเหลวที่ก่อตัวขึ้นอย่างผิดปกติในบริเวณเท้าและขาถือว่าเป็นภาวะที่พบได้โดยทั่วไปและจะยังคงอยู่สักระยะหลังคลอด ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ แต่หากกังวลเรามีวิธีลดอาการเท้าบวมสำหรับคุณแม่หลังคลอดมาฝากกันค่ะ อย่านั่งไขว่ห้าง การนั่งไขว่ห้างจะทำให้ของเหลวคั่งอยู่ที่เท้าและข้อเท้ามากขึ้น ดังนั้น คุณแม่หลังคลอดควรนั่งโดยวางเท้าราบไปกับพื้น หรือไขว้เฉพาะข้อเท้าก็ได้ค่ะ ยกเท้าขึ้น การที่คุณแม่วางเท้าบนเก้าอี้ กล่อง หรือโต๊ะเล็กๆ ในขณะที่นั่ง จะช่วยถ่ายเทของเหลวส่วนเกินจากเท้าและข้อเท้าได้นะคะ เหยียดขาออก คุณแม่ควรพยายามเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง ด้วยการเดินไปรอบๆ และยืดขาเพื่อให้เลือดไหลเวียนบริเวณขาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การจิกและเหยียดนิ้วเท้า รวมถึงการหมุนข้อเท้า ก็ช่วยให้เลือดและของเหลวไหลเวียนเช่นกันค่ะ หลีกเลี่ยงรสเค็ม อาหารต่างๆ ที่มีรสเค็มจะยิ่งทำให้มีน้ำคั่งอยู่ภายในร่างกายคุณแม่มากขึ้น ดังนั้นควรลดอาหารที่มีรสชาติเค็มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งรวมไปถึงการลดอาหารพร้อมรับประทานที่มักมีปริมาณเกลือหรือโซเดียมค่อนข้างสูง และแน่นอนค่ะ ถั่วโรยเกลือและมันฝรั่งทอดก็เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคุณแม่ที่มีอาการเท้าบวมเช่นกัน นอกจากวิธีที่บอกไปแล้ว การใส่ถุงน่องซัพพอร์ตตั้งแต่ช่วงเอวก็เป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับที่ขอแนะนำให้คุณแม่ลองทำดูค่ะ เพราะสามารถช่วยลดความไม่สบายจากอาการเท้าและข้อเท้าบวมได้นะคะ