รอบรู้เรื่องนมแม่
บทความยอดนิยม
บทความรอบรู้เรื่องนมแม่อัพเดตล่าสุด
เคล็ดลับเพื่อน้ำนมคุณภาพ
น้ำนมแม่คืออาหารสุดวิเศษสำหรับลูกน้อย ดังนั้น การมีปริมาณน้ำนมที่เพียงพอ ร่วมกับการมีคุณภาพน้ำนมที่ดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องใส่ใจ วันนี้เรามีเคล็ดลับการปั๊มเพิ่มน้ำนมและการใส่ใจในเรื่องอาหารการกินสำหรับแม่ให้นมมาฝากกันค่ะ 20 10 10 10 10 หลักเพิ่มน้ำนมอย่างเห็นผล เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอาจทำให้คุณแม่บางท่านไม่สามารถให้นมแม่กับลูกได้ด้วยตัวเอง การปั๊มนมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้คุณแม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาวนานขึ้น แต่ก็มีคุณแม่บางส่วนที่ประสบปัญหาน้ำนมน้อยไม่เพียงพอให้เจ้าตัวน้อยได้อิ่มในแต่ละมื้อ ตามมาดูวิธีปั๊มนมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมอย่างเห็นผลกันเลยค่ะ ปั๊ม 20 นาที ปั๊มนมติดต่อกันเป็นเวลา 20 นาที หรือจนกระทั่งไม่เหลือน้ำนมค้างในเต้าแล้ว พัก 10 นาที หยุดปั๊มเป็นเวลา 10 นาที ปั๊ม 10 นาที ปั๊มนมติดต่อกันเป็นเวลา 10 นาที พัก 10 นาที หยุดปั๊มเป็นเวลา 10 นาที ปั๊ม 10 นาที ปั๊มนมติดต่อกันเป็นเวลา 10 นาที ทำทั้งหมด 3 ครั้ง/วัน ติดต่อกัน 3 วัน จากนี้ก็จะเห็นปริมาณนมที่มากขึ้นค่ะ การปั๊มนมด้วยวิธี 20 10 10 10 10 นี้ถือเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคตินเพิ่มขึ้น จึงทำให้ร่างกายคุณแม่สามารถผลิตน้ำนมได้มากขึ้นนั่นเองค่ะ อาหารควรงดช่วงให้นม แน่นอนว่าอาหารที่แม่กินย่อมส่งผลต่อน้ำนมของคุณแม่ด้วย เพราะช่วงให้นม แม่กินอะไรลูกก็กินด้วย ดังนั้น การใส่ใจกับอาหารที่กินจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง มาดูกันค่ะว่าช่วงให้นมคุณแม่ควรงดอาหารชนิดใดบ้าง 1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภทเป็นเหมือนยาพิษที่ทำลายสมองและพัฒนาการของลูกน้อย 2. กาแฟ ในกาแฟมีคาเฟอีนซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกนอนหลับไม่สนิท 3. อาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ เช่น กะหล่ำปลี บล็อกโคลี ถั่วชนิดต่างๆ สามารถทำให้ลูกมีอาการท้องอืดได้ 4. ผลไม้รสเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็น ส้ม มะนาว แอปเปิ้ล อาจทำให้ลูกรู้สึกไม่สบายตัว หงุดหงิดงอแง 5. อาหารรสเผ็ด ทำให้น้ำนมของแม่มีรสชาติไม่อร่อยนักสำหรับทารก ซึ่งอาจทำให้ลูกไม่ชอบและหงุดหงิดได้ 6. ผลิตภัณฑ์จากนม หากลูกมีอาหารท้องอืด อาเจียนหลังจากทานนมแม่ นั่นหมายความว่าลูกอาจมีภาวะแพ้น้ำตาลแล็กโทส คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มนมเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเกิดอาการแพ้ 7. ผักชีฝรั่งและสะระแหน่ เป็นพืชสมุนไพรที่อาจทำให้ปริมาณการผลิตน้ำนมของคุณแม่ลดลงได้ เคล็ดลับเพิ่มน้ำนมคุณภาพที่เรานำเสนอนี้หากคุณแม่ทำได้ทุกวัน รับรองว่า คุณภาพน้ำนมแม่ดีแน่นอนค่ะ เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนนะคะ

9 เทคนิคช่วยเจ้าตัวเล็ก “กินนม(แม่)ง่ายขึ้น”
บางครั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณแม่หลายๆ ท่านนะคะ ทั้งน้ำนมน้อยบ้างละ ลูกน้อยไม่ยอมดูดบ้างละ สรุปโดยรวมแล้วดูช่างยากเย็นจนคุณแม่อาจท้อใจไปเลยก็ได้ แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ค่ะ เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้การให้นมลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้น ดังนี้ค่ะ 1. ศึกษาหาวิธีที่ถูกต้อง คุณแม่ควรใช้ช่วงเวลาของการรอคลอดให้เป็นประโยชน์ค่ะ ลองศึกษาวิธีการและเทคนิคการให้นมลูกไว้ก่อนเนิ่นๆ ค่ะ เมื่อเวลาแห่งการให้นมมาถึงคุณแม่จะได้สามารถจัดการได้อย่างถูกวิธี แต่หากคุณแม่คลอดลูกมาสักพักแล้วแต่น้ำนมยังไม่มาเลย เจ้าตัวเล็กยังไม่ได้กินนมแม่เลย ก็ต้องรีบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการให้นมแม่โดยด่วน หรือให้สะดวกที่สุดไปถามกับคุณหมอเลยค่ะ 2. เริ่มเร็วดีที่สุด เวลาที่ดีที่สุดของการเริ่มให้นมลูกครั้งแรก คือ “เริ่มให้เร็วที่สุด” ค่ะ คลอดปุ๊บให้ปั๊บได้เลยยิ่งดีเพราะการที่เจ้าตัวเล็กได้ดูดนมแม่เร็ว ยิ่งเป็นการช่วยกระตุ้นให้น้ำนมของคุณแม่ไหลเร็ว และมีปริมาณน้ำนมมากเพียงพอตามความต้องการของร่างกายลูกรักค่ะ 3. สัมผัสแห่งรักช่วยได้เยอะ การให้ลูกน้อยนอนบนอกของคุณแม่แบบปราศจากเสื้อผ้าเพียงแค่นำผ้ามาคลุมเจ้าตัวเล็กไว้ จะทำให้ลูกรู้สึกคุ้นเคย และชินกับสัมผัสและกลิ่นของคุณแม่ได้ดีที่สุดค่ะ และเขาจะเคยชินหรือติดการอยู่หน้าอกของคุณแม่ คราวนี้เรื่องการให้ลูกฝึกดูดนมจากเต้าก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ 4. คัดเต้าปุ๊บ... ดูดปั๊บ ทารกน้อยวัยแรกเกิดนั้นมักหิวบ่อยค่ะ ในแต่ละวันเขาอาจมีความต้องการดูดนมคุณแม่ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่คุณแม่รู้สึกว่ามีอาการคัดตึงหน้าอก ผู้ช่วยที่ดีที่สุดคือเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดคุณค่ะ คัดปุ๊บให้ลูกดูดปั๊บจนเกลี้ยงเต้า รับรองว่าอาการปวดคัดเต้าจะทุเลาแถมยังกระตุ้นให้มีน้ำนมออกมาสม่ำเสมอ เจ้าตัวเล็กก็ได้ฝึกดูดด้วยค่ะ 5. รู้จักพฤติกรรมลูก คุณแม่มืออาชีพต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกค่ะว่าเขาหิวหรือยัง ช่วงเวลาไหนที่เขาจะร้องงอแงเพราะท้องหิวและต้องการกินนม หากคุณแม่รู้จักพฤติกรรมและสัญญาณเหล่านี้ของลูกก็จะสามารถตอบสนองการกินนมของลูกได้อย่างทันใจ แต่ถ้าไม่รู้แล้วสุ่มๆ กระเตงลูกเข้าเต้าโดยที่เขาไม่หิวก็ไม่มีประโยชน์นะคะ 6. ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ การที่คุณแม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นเรื่องสำคัญมากในการให้นมลูกค่ะ เพราะการพักผ่อนน้อยจะส่งผลให้น้ำนมคุณแม่ไหลน้อยด้วย ร่างกายของคุณแม่ก็จะยิ่งอ่อนเพลียมากขึ้น ดังนั้น เมื่อลูกหลับลองหลับไปพร้อมกับลูกด้วยจะดีมากค่ะ 7. มีแผนการ เมื่อเวลาของการลาคลอดหมดลงและคุณแม่ต้องกลับไปเป็น Working Woman แล้ว ต้องมีแผนการสำหรับการให้นมเจ้าตัวเล็กนะคะ ลองมองหาเครื่องปั๊มนมดีๆ สักเครื่องมาปั๊มนมที่ทำงานในเวลาที่คัดเต้า หรือปั๊มตามเวลาเดิมที่เจ้าตัวเล็กเคยดูด พอกลับบ้านก็กระเตงลูกเข้าเต้าตามปกติ จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมคุณแม่ยังไหลอย่างสม่ำเสมอค่ะ 8. ขยันปั๊ม หมั่นเก็บ เมื่อมีเครื่องปั๊มนม คุณแม่ต้องหมั่นปั๊มให้มีน้ำนมไหลอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอกับความต้องการของลูกน้อยในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อมีการปั๊มนมเกิดขึ้นคุณแม่ก็ต้องศึกษาวิธีการเก็บสต๊อกน้ำนมอย่างถูกต้องด้วยนะคะ 9. ให้ลูกกินนมจากเต้าอย่างต่อเนื่อง อย่าใช้เครื่องปั๊มเพียงอย่างเดียว เมื่อคุณแม่กลับจากทำงานต้องกระเตงลูกเข้าเต้าเหมือนเดิมด้วย เพื่อให้ลูกได้ฝึกการดูดกระตุ้นพัฒนาการของเขาเอง และให้ช่วงเวลาของการให้นมเป็นช่วงแห่งการถ่ายทอดสายใยความรักระหว่างลูกน้อยและคุณแม่ค่ะ การให้นมแม่นั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องทำอย่างมีวินัย หมั่นให้นมลูกรักบ่อยๆ อย่าท้อแท้ และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารบำรุงน้ำนมเป็นประจำนะคะ และเมื่อไรก็ตามที่คุณแม่มีปัญหาค้างคาใจเรื่องการให้นมแม่ อย่าเก็บความกังวลไว้กับตัวเองค่ะ เพราะความเครียดจะยิ่งทำให้น้ำนมคุณแม่ไหลน้อย ทางที่ดีที่สุดคือไปปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่โดยเฉพาะดีที่สุดค่ะ

รับมือปัญหา “ท่อน้ำนมอุดตัน” ช่วงให้นม
ท่อน้ำนมอุดตันเป็นปัญหาหนักอกของคุณแม่ที่ให้นมลูกค่ะ โดยเป็นอาการอักเสบที่สร้างความทรมานอย่างยิ่ง แต่เรื่องนี้สามารถป้องกันได้ ตามมาดูวิธีสร้างเกราะป้องกันปัญหานี้ให้แม่ท้องกันค่ะ สาเหตุของท่อน้ำนมอุดตัน การที่คุณแม่ให้นมลูกแล้วนมคัดเจ็บจนกลายเป็นเต้านมอักเสบนั้นมีสาเหตุเกิดจากท่อส่งน้ำนมบางส่วนอุดตัน ทำให้น้ำนมไหลไม่สะดวกและมีน้ำนมคั่งค้างอยู่ภายในเต้านม เต้านมบางบริเวณจึงมีลักษณะแข็ง เป็นแผ่นหนาหรือเป็นก้อนอยู่ภายใน กดแล้วเจ็บ ลักษณะหัวนมและลานหัวนมผิดรูป บางครั้งอาจมีเส้นเลือดที่ผิวหนังของเต้านมปูด และอาจพบจุดสีขาวที่บริเวณหัวนมด้วยค่ะ นอกจากนี้การที่คุณแม่ให้ลูกดูดนมไม่เกลี้ยงเต้า ปล่อยให้น้ำนมค้างอยู่ในเต้านมนาน ไม่สามารถระบายน้ำนมชุดเก่าออกให้ทันกับน้ำนมชุดใหม่ที่ผลิตออกมา หรือใส่เสื้อชั้นในที่คับแน่นจนเกินไปทำให้น้ำนมไหลเวียนได้ไม่สะดวก และกินอาหารที่มีไขมันมากเกินไปก็เป็นสาเหตุให้เกิดอาการท่อน้ำนมอุดตันได้ค่ะ แก้ปัญหาท่อน้ำนมอุดตันได้อย่างไร หากคุณแม่พบว่าเต้านมเริ่มมีอาการเป็นก้อนแข็งไม่ควรหยุดให้นมลูกนะคะ แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อทำอัลตราซาวนด์แล้วตามด้วยการบีบน้ำนมไล่ออกมาตามท่อร่วมกับการดูดจากลูก จะช่วยให้น้ำนมที่อุดตันหลุดเร็วขึ้น นอกจากนี้คุณหมออาจจ่ายยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ซึ่งคุณแม่ควรปฏิบัติตามคำสั่งในการใช้ยาอย่างเคร่งครัดค่ะ วิธีป้องกันท่อน้ำนมอุดตัน ปัญหาท่อน้ำนมอุดตันป้องกันได้ง่ายๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของคุณแม่เป็นหลัก โดย... รักษาเวลาในการระบายน้ำนมออกจากเต้า นั่นหมายถึงคุณแม่ไม่ควรทิ้งนมไว้ในเต้านานเกินไป งดกินหวาน มัน แป้ง และน้ำตาล ช่วยด้วยการกินเลซิทินร่วมด้วย (ตามคำสั่งแพทย์) นอกจากนี้คุณแม่ควรฝึกวิธีบีบเต้าให้เกลี้ยงเต้าหรือหาตัวช่วยอย่างปั๊มนมมาช่วยด้วยอีกแรงหนึ่งก็จะทำให้น้ำนมเกลี้ยงเต้าได้ด้วยนะคะ ท่อน้ำนมอุดตันจนเต้านมอักเสบจัดการอย่างไรดี ปัญหาท่อน้ำนมอุดตันจนเต้านมอักเสบเป็นเหมือนปัญหาระดับชาติที่คุณแม่มือใหม่ต้องพบเจอ หลายๆ คนยุติการให้นมลูกน้อยเพราะเจ็บปวดกับการให้นมซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งค่ะ เรามีวิธีบรรเทาเต้านมอักเสบมาฝาก ทำตามนี้รับรองหายดี คุณแม่แฮปปี้ คุณลูกก็อิ่มท้องด้วยนมคุณภาพไปอีกนาน ดูดบ่อย เมื่อเริ่มรู้สึกคัดตึงและเจ็บบริเวณเต้านมควรให้ลูกดูดนมจากเต้าบ่อยขึ้น เพื่อป้องกันการค้างของน้ำนม แต่หากลูกอิ่มและไม่ให้ความร่วมมือคุณแม่ควรบีบทิ้งด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียดายค่ะ ประคบด้วยความเย็น อาจใช้ผ้าพันน้ำแข็ง หรือแผ่นประคบเย็นมาประคบบริเวณเต้าจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บลงได้ กะหล่ำปลีช่วยได้ ใช้ใบกะหล่ำปลีล้างสะอาดและแช่เย็นแล้วมาประคบที่เต้านมก่อนใส่เสื้อชั้นใน จะช่วยลดอาการบวมและอักเสบลงได้ค่ะ พบแพทย์ หากทำตามวิธีข้างต้นแล้ว เต้านมยังคงบวมและเจ็บมากขึ้น คุณแม่ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจและประเมินอาการต่อไป ท่อน้ำนมอุดตันนั้นเป็นอาการที่สร้างความทรมานให้คุณแม่อย่างมาก ดังนั้น อย่ารอให้มันเกิดขึ้น พยายามป้องกันไว้ก่อนจะดีที่สุด แต่หากเป็นแล้วทำอย่างไรก็ไม่หายสักที ให้รีบปรึกษาคุณหมอเพื่อทำการรักษาทันทีเพื่อป้องกันการเกิดฝีที่เต้านม ซึ่งวิธีรักษานั้นไม่ง่ายเลย แถมยังสร้างความเจ็บปวดให้กับคุณแม่ได้อีกด้วยค่ะ สรุปคือ รู้สึกคัดเต้านมเมื่อไรทำตามที่เราบอก แต่หากจัดการแล้วน้ำนมไม่ไหลออก พบหมอทันทีนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ

คุณแม่ทำอึ๋มเป็นอุปสรรคการให้นมแม่ไหม
ผู้หญิงทุกคนยอมกันไม่ได้เรื่องความสวยความงามค่ะ บางคนจึงตัดสินใจใช้ศัลยกรรมเพื่อเสริมสร้างความสวยและความมั่นใจให้ตัวเอง โดยเฉพาะ “ทำอึ๋ม” ดังนั้น ความสงสัยจึงเกิดตามมาว่าถ้าไปทำหน้าอกมาแล้วจะกลายเป็นคุณแม่ที่ให้นมลูกไม่ได้หรือเปล่า เรามีคำตอบค่ะ การผลิตน้ำนมของคุณแม่ การผ่าตัดเต้านมนั้นมีประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องคือเรื่องของการตัดเอาท่อน้ำนมหรือต่อมน้ำนมและเส้นประสาทออกไปหรือไม่ เพราะอาจทำให้กลไกน้ำนมพุ่งขาดหายไป การส่งกระแสประสาทให้เกิดการสร้างน้ำนมก็จะลดลง ถ้าท่อน้ำนม ต่อมน้ำนม และเส้นประสาทไม่ถูกตัดออกไปก็ไม่มีผลกระทบโดยตรงกับการให้นมค่ะ และยังสามารถใช้หลักการให้นมได้ตามปกติด้วย คุณแม่ที่ผ่าตัดหน้าอกมาจึงต้องสอบถามศัลยแพทย์ให้ดีว่าเป็นการผ่าตัดแบบไหนค่ะ เสริมอึ๋มมาให้นมได้ไม่มีปัญหา คุณแม่ที่ผ่านการผ่าตัดเสริมเต้านมสามารถประสบความสำเร็จในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เท่ากับคุณแม่ที่เต้านมปกติ แต่ถ้าไม่มั่นใจกลัวว่าจะไม่มีน้ำนมให้ลูกน้อยอย่างเพียงพอขอแนะนำให้ทำดังนี้... ใส่ใจกับสุขภาพลูกเป็นหลัก อย่าคิดว่าหรือรู้สึกว่าอย่างนั้นอย่างนี้แล้วตัดสินใจไม่ให้ลูกกินนมแม่นะคะ หมั่นให้ลูกกินนมอย่างสม่ำเสมออย่างถูกวิธี อย่าให้มีการดึงรั้งหัวนมหรือเต้านม เช่น ดึงเอาหัวนมออกจากปากลูก เป็นต้น สวมเสื้อยกทรงประคองเต้านมเสมอ และยกทรงต้องไม่หลวมหรือคับแน่นจนเกินไป ดูแลตนเองโดยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อน และมีจิตใจที่แจ่มใส เห็นไหมคะว่าการให้นมแม่สำหรับผู้หญิงที่ผ่านการทำศัลยกรรมหน้าอกมานั้นไม่ใช่เรื่องแปลก และยังสามารถให้นมลูกน้อยได้ตามปกติ ดังนั้น ไม่ต้องเสียเวลานั่งกังวลอีกต่อไป และลุยต่อเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เลย

ไขคำตอบความเชื่อผิดๆ เรื่องนมแม่
สังคมไทยนั้นเต็มไปด้วยความเชื่อต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกค่ะ และหนึ่งในเรื่องที่พูดถึงกันมากก็คือเรื่อง “นมแม่” วันนี้เรารวบรวมความเชื่อที่อาจไม่ถูกต้องนักมาให้คุณแม่ให้นมได้อ่าน จะได้เบาใจและคลายกังวลค่ะ 1. ต้องทำความสะอาดหัวนมก่อนให้ลูกดูด Fact: หัวนมแม่มีไขมันธรรมชาติที่ช่วยต่อต้านแบคทีเรียอยู่แล้ว การล้างทำความสะอาดหัวนมก่อนให้ลูกรักดูดจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นนัก เพราะนอกจากยุ่งยากเสียเวลาแล้ว การล้างหัวนมบ่อยๆ ยังทำให้หัวนมของคุณแม่แห้งแตกจนนำความเจ็บปวดมาให้ได้ด้วย 2. น้ำนมแม่มีไม่พอ... เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ได้หรอก Fact: ไม่ว่าจะเต้าเล็กหรือเต้าใหญ่คุณแม่ทุกคนมีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกเสมอค่ะ ดังนั้น ขนาดของเต้านมจึงไม่มีความหมายหากคุณแม่ตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จริงๆ อย่างไรก็ตาม บางครั้งคุณแม่อาจรู้สึกว่าน้ำนมมีน้อยกว่าความต้องการลูกซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการให้ลูกดูดนมผิดวิธี ที่ถูกต้องคือให้เจ้าตัวเล็กดูดบ่อยๆ เพื่อกระตุ้นน้ำนม อ้าปากให้กว้าง งับลึกจนถึงลานนม และปากลูกอมทั้งหัวนมได้หมด แค่นี้ลูกก็จะได้นมแม่อย่างเต็มที่ และน้ำนมของคุณแม่ก็จะผลิตได้มากอย่างต่อเนื่องแน่นอน 3. ควรงดให้นมเมื่อลูกรักท้องร่วงหรืออาเจียน Fact: นมแม่เป็นยาที่ดีที่สุดเมื่อลูกท้องร่วงหรืออาเจียนค่ะ ดังนั้น คุณแม่จึงสามารถให้นมเจ้าตัวเล็กในระหว่างที่เขามีอาการเหล่านี้ได้ เชื่อเถอะค่ะว่านมแม่เป็นอาหารที่ปลอดภัยกับลูกที่สุดแล้ว 4. เมื่อลูกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไปควรให้ดื่มนมประเภทอื่นด้วย Fact: เจ้าตัวเล็กวัย 6 เดือนขึ้นไปควรได้รับอาหารเสริมประเภทอื่นเพิ่มเติมจากการดื่มนมแม่ อาจจะเป็นผัก ผลไม้ เพื่อเน้นสารอาหารจำพวกธาตุเหล็ก หรือสามารถดื่มนมประเภทอื่นได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่ยังมีน้ำนมอยู่ก็ควรให้ลูกได้กินนมแม่ต่อเพราะมีคุณค่าและโภชนาการสูงไม่แพ้นมชนิดอื่นๆ เลยค่ะ 5. นมผสมให้คุณค่าได้พอๆ กับนมแม่ Fact: นมแม่นั้นถูกสร้างมาให้เหมาะแก่ลูกรักของเราเพียงคนเดียวเท่านั้น ในขณะที่นมผสมสร้างขึ้นให้เด็กทั่วๆ ไป ดังนั้น ให้ลูกกินนมแม่ดีกว่าเยอะ ที่สำคัญ ช่วยประหยัดสตางค์ในกระเป๋าคุณแม่ไปได้มากโขเลยค่ะ ไม่ว่าจะมีกี่ความเชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกมาเข้าหูให้ได้ยิน คุณแม่ต้องพิจารณาไตร่ตรองให้ดีก่อนนะคะว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน เพราะสิ่งสำคัญก็คือสุขภาพร่างกายและพัฒนาการของลูกรัก หากไม่แน่ใจว่าคิดถูกหรือไม่อย่างไร ลองปรึกษาคุณหมอประจำตัวลูกน้อยเพื่อหาแนวทางการเลี้ยงดูที่ถูกต้องเหมาะสม เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้คุณแม่คลายความกังวลได้แล้ว จริงไหมคะ...

มหัศจรรย์ผัก 7 ชนิดบำรุงน้ำนมคุณแม่ลูกอ่อน
ในช่วงก่อนคลอดและหลังคลอดภารกิจสำคัญของคุณแม่ลูกอ่อนก็คือเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการให้นมลูกค่ะ แต่บางครั้งคุณแม่ก็ประสบกับปัญหาน้ำนมไม่มา หรือมาน้อย ทำให้อดห่วงไม่ได้ว่าเจ้าตัวเล็กจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน ไม่ต้องเครียดค่ะ เพราะบนโลกใบนี้มีผัก 7 ชนิดที่จะช่วยบำรุงและเพิ่มน้ำนมคุณแม่ได้อย่างมหัศจรรย์เลย 1. หัวปลี ขึ้นแท่นอันดับ 1 ผักบำรุงน้ำนมที่คุณแม่ส่วนใหญ่เลือกกิน เพราะหัวปลีอุดมด้วยแคลเซียม เส้นใยอาหาร โปรตีน ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ที่จะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้กับคุณแม่ลูกอ่อนได้อย่างดี 2. กะเพรา ใบกะเพรามีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเส้นใยอาหารในปริมาณสูง ทั้งยังมีรสเผ็ดร้อนส่งผลดีต่อการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้น้ำนมไหลมากขึ้น แถมยังช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อของเจ้าตัวเล็กที่ดูดนมแม่ได้อีกด้วย ดังนั้น คุณแม่ต้องเข้าครัวผัดกะเพรากินหลายๆ มื้อแล้วละค่ะ 3. ขิง เป็นผักและสมุนไพรไทยอุดมวิตามินเอ บี 1 บี 2 แร่ธาตุ แคลเซียม และคาร์โบไฮเดรต สรรพคุณช่วยแก้คลื่นไส้ อาเจียน ขับลม ขับเหงื่อ และกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้น้ำนมไหลได้ดี สามารถนำมาทำอาหารคาวหรือชงเป็นเครื่องดื่มร้อนๆ ก็ยิ่งดีต่อคุณแม่นะคะ 4. มะละกอ คือยาระบายชั้นดีสำหรับคุณแม่ และอุดมด้วยวิตามินเอ บี ซี ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส เส้นใยอาหาร แคลเซียมสูง แถมยังช่วยขับน้ำนมได้ดีอีกด้วยค่ะ 5. ฟักทอง ผักสีเหลืองที่ประกอบไปด้วยวิตามินเอ บี ซี ฟอสฟอรัส และเบต้าแคโรทีน นอกจากจะช่วยขับน้ำนมแล้วยังจะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง บำรุงผิวพรรณคุณแม่ให้สดใส แถมลดอาการหน้าท้องลายให้คุณแม่หลังคลอดได้อีกด้วยค่ะ แบบนี้จะพลาดได้ไงคะ ต้องมีฟักทองติดบ้านสักลูกแล้ว 6. ตำลึง เป็นผักที่มีโปรตีน วิตามินหลายชนิด อีกทั้งยังมีธาตุเหล็ก แคลเซียม และเส้นใยอาหารสูงช่วยบำรุงร่างกายคุณแม่ลูกอ่อนให้ผลิตน้ำนมได้มากขึ้นนะคะ 7. กุยช่าย ผักที่ช่วยในการขับลมได้ดีอย่างกุยช่าย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อดอกไม้กวาดนั้นอุดมด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก คาร์โบไฮเดรต เบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นน้ำนม และบำรุงกระดูกของคุณแม่ให้แข็งแรงนะคะ ถ้าคุณแม่มีปัญหาไม่ค่อยมีน้ำนมให้ลูก ลองหันมาเน้นกินผัก 7 ชนิดเหล่านี้หมุนเวียนกันไปในแต่ละมื้ออยู่เสมอสิคะ รับรองน้ำนมของคุณแม่จะมาเต็มพิกัดจนลูกดูดแทบไม่ทันเลยค่ะ

เคลียร์ให้กระจ่าง... คำถามยอดฮิตเรื่องนมแม่
เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนมีความต้องการจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่เพราะคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่ที่ลอยมาเข้าหูแทบจะตลอดเวลาทำให้ไขว้เขว ดังนั้น วันนี้มาทำความรู้จักกับนมแม่ให้มากยิ่งขึ้นกันค่ะ 1. นมแม่มีมากพอเลี้ยงลูกหรือ คุณแม่ควรทำความเข้าใจค่ะว่า ตามธรรมชาติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำนมออกมาให้ลูกกินได้อย่างพอเพียงเสมอค่ะ ส่วนจะผลิตน้ำนมมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าได้รับการดูดกระตุ้นจากลูกบ่อยแค่ไหน หากเจ้าตัวเล็กดูดมากร่างกายของแม่ก็พร้อมผลิตน้ำนมให้มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่มักพบคือช่วงหลังจากคลอดลูกนั้นลูกไม่ได้ดูดนมจากอกแม่ทันทีทำให้น้ำนมของคุณแม่น้อยนั่นเองค่ะ ซึ่งเทคนิคสำคัญอีกอย่างคือให้ลูกดูดนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมงตลอดกลางวันและกลางคืนแม้จะไม่มีน้ำนมออกมา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมผลิตออกมามากขึ้นและเร็วขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้การนอนหลับพักผ่อน การกินอาหารที่มีประโยชน์ และการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมได้มากขึ้น ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำให้มาก อย่างน้อยวันละ 3 ลิตร โดยควรจิบน้ำตลอดวัน งดชา กาแฟ เหล้า บุหรี่ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับเข้าไปจะมีผลต่อน้ำนมด้วยค่ะ 2. ลูกไม่ชอบดูดนมจากอกแม่ แก้ยังไง ปัญหาลูกติดนมขวดมาจากการที่ตัวคุณแม่เองเผลอให้ลูกดูดนมจากขวด ซึ่งการดูดจากขวดนั้นแตกต่างจากการดูดจากเต้าแม่แน่นอน เนื่องจากการดูดนมจากขวดจะใช้แรงน้อยกว่าและยังได้น้ำนมมากกว่าด้วย ลูกจึงติดการดูดนมจากขวดค่ะ ทางแก้คืออย่าให้ลูกลองดูดนมจากขวดเด็ดขาด เพราะถ้าลูกติดขวดแล้วเลิกยากมากค่ะ สุดท้ายแล้วเจ้าตัวเล็กจะพยายามดูดนมจากเต้าแม่เองตามธรรมชาติค่ะ 3. เจ็บหัวนมมากเวลาลูกดูดนม อาการหัวนมเป็นแผล เจ็บหัวนมเพราะลูกดูดหรือขบกัดหัวนมนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ก็สามารถป้องกันได้เช่นกันค่ะ เพราะการที่ลูกกัดหรือขบหัวนมนั้นเกิดจากการที่คุณแม่ให้นมในตำแหน่งไม่ถูกต้อง ปากของลูกไม่ปิดรอบลานนมได้สนิท จุกหัวนมก็ไม่อยู่บริเวณตำแหน่งบนกลางลิ้นลูกพอดี ทำให้ลูกไม่สามารถใช้ลิ้นดันจุกหัวนมได้ จึงเกิดอาการเจ็บหัวนมขึ้น เพราะลูกจะพยายามดูดโดยขบหรือใช้เหงือกร่วมด้วยค่ะ ทางออกของปัญหานี้คือคุณแม่ต้องจัดท่าให้นมอย่างถูกต้อง หากรู้ว่าไม่ถูกควรหยุดให้นมทันที โดยเอานิ้วเขี่ยที่มุมปากของลูกเบาๆ เจ้าตัวเล็กก็จะหยุดดูดนมและอ้าปากตาม จากนั้นค่อยๆ เอานมออกจากปากลูก จัดท่าให้นมใหม่แล้วควรเปลี่ยนเต้าในการให้นมลูกค่ะ 4. แม่เต้าเล็กจะมีน้ำนมน้อยกว่าแม่เต้าใหญ่ เมื่อคุณแม่คลอดลูกไม่ว่าก่อนคลอดลูกจะมีขนาดเต้านมที่เล็กแค่ไหนก็ตาม ธรรมชาติจะปรับตัวให้เองค่ะ นั่นคือเมื่อลูกดูดนมจากอกแม่เต้านมจะมีการปรับตัวและขยายใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บปริมาณน้ำนมให้มากขึ้นเท่าปริมาณที่ลูกต้องการกินนมอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าคนไข่ดาวของเราจะมีน้ำนมไม่พอเพียงกับลูกนะคะ สารพันคำถามเรื่องนมแม่ 4 เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่คุณแม่มักสงสัยกัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะช่วยคลายความสงสัยให้กับคุณแม่ได้นะคะ

ประโยชน์ของนมแม่... แบบนี้ก็มีนะ
นมแม่ไม่ได้มีประโยชน์แค่สร้างการเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงให้กับลูกน้อยเท่านั้นนะคะ แต่นมมียังมีประโยชน์อีกหลายประการที่คุณแม่อาจไม่เคยรู้มาก่อน จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ รักษาลูกรักจากผดผื่นผ้าอ้อม ด้วยคุณสมบัติในการต่อสู้กับการติดเชื้อและช่วยสมานผิว น้ำนมแม่จึงเป็นยาที่ประหยัดที่สุดในการรักษาผดผื่นแดงที่เกิดจากการระคายเคืองจากผ้าอ้อม เพียงแค่คุณแม่นำน้ำนมไปทาผิวลูกบริเวณที่มีอาการแล้วทิ้งให้แห้ง แค่นี้ก็หมดห่วงค่ะ สมานริ้วรอย หากลูกน้อยมีรอยถูกยุงกัด รอยขูดขีด และผิวหนังไหม้อักเสบ ลองใช้น้ำนมบรรเทาอาการคันและระคายเคืองสิคะ เพราะในน้ำนมมีสารต้านแบคทีเรียและมีคุณสมบัติในการสมานผิว แผลเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่หนักหนาแค่นี้เอาอยู่ค่ะ ล้างเครื่องสำอาง เมื่อไรที่โลชั่นเช็ดล้างเครื่องสำอางของคุณแม่หมดลงแบบไม่รู้ตัว ลองใช้น้ำนมแทนสิคะเพราะน้ำนมแม่มีคุณสมบัติในการลบคราบน้ำมันและเครื่องสำอางหนาๆ ได้ดีเชียวค่ะ แถมหลังเช็ดยังทิ้งความชุ่มชื่นบนผิวและปกป้องผิวจากอาการระคายเคืองได้ดี ครบเครื่องทั้งทำความสะอาดและบำรุงผิวเลยนะคะ ลดอาการเจ็บคอ ในน้ำนมมีสารต้านจุลชีพที่สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ค่ะ ดังนั้น หากเจ้าตัวเล็กเจ็บคอ การดื่มน้ำนมแม่จึงเป็นวิธีที่ดีเยี่ยมค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กโตและผู้ใหญ่อาจใช้วิธีกลั้วคอด้วยนมบ่อยๆ ก็พอค่ะ ฟื้นฟูริมฝีปากแห้งขุย ถ้าลูกมีอาการริมฝีปากแห้ง การใช้น้ำนมแม่สดๆ ลูบไล้บนริมฝีปากแทนลิปบาล์มจะทำให้ริมฝีปากที่ลอกหรือแห้งขุยเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้นได้ค่ะ อ้อ คุณแม่ก็ใช้ได้เช่นกันนะคะ เห็นไหมคะว่าน้ำนมแม่นั้นสุดแสนจะมหัศจรรย์ และเต็มไปด้วยคุณค่าสารพัดประโยชน์จริงๆ เลย แล้วอย่าลืมลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปทำดูกันนะคะ

ไขข้อข้องใจนมแม่ปั๊มเก็บไว้... ใช้อย่างไรต่อ
อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า “น้ำนมแม่” คืออาหารที่ดีที่สุดของลูกน้อย แต่คุณแม่บางคนก็กังวลว่าหลังผ่านพ้นช่วงลาคลอดจะเก็บนมไว้ให้ลูกได้อย่างไร เก็บได้กี่วัน แล้วนมที่เก็บไว้จะนำมาใช้ได้ด้วยวิธีใดบ้าง ต้องอุ่นหรือต้มก่อนไหม เรามีคำตอบเพื่อคลายความข้อข้องใจนี้มาฝากค่ะ เก็บน้ำนมแม่อย่างไรดี การเก็บน้ำนมแม่นั้นสามารถเก็บได้ทั้งในตู้เย็น ในกระติกน้ำแข็ง และในอุณหภูมิห้องนะคะ โดยน้ำนมที่คุณแม่ปั๊มออกมาจากอกนั้นอาจเก็บด้วยถุงเก็บน้ำนมหรือขวดแก้วที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนแล้ว และคุณแม่ควรเก็บน้ำนมในปริมาณที่เพียงพอให้ลูกกินในแต่ละมื้อ โดยการเก็บน้ำนมในขวดแก้วให้คุณแม่เหลือที่ว่างในขวดไว้ประมาณไม่เกินครึ่งนิ้ว ปิดฝาขวดให้สนิท ส่วนกรณีเก็บในถุงเก็บน้ำนมคุณแม่ต้องรูดซิปปิดให้สนิทโดยเหลือที่เผื่อสำหรับอากาศในถุงที่จะขยายตัวเมื่อน้ำนมถูกแช่แข็งด้วย ทั้งนี้ การเก็บน้ำนมในถุงช่วยประหยัดพื้นที่ได้มากกว่าการเก็บในขวดนะคะ ปั๊มนมเก็บไว้ได้นานแค่ไหนนะ Ÿคราวนี้ก็มาถึงเรื่องนี้ว่าน้ำนมที่ปั๊มออกเก็บได้นานแค่ไหน แล้วคุณแม่สามารถทำอะไรกับนมที่เก็บไว้ได้บ้างกันค่ะ การเก็บน้ำนมในตู้เย็นที่มีอุณหภูมิเย็นคงที่จะทำให้เก็บได้นาน แต่หากอากาศร้อนมากน้ำนมก็จะเก็บได้ในระยะเวลาที่สั้นลงค่ะ Ÿคุณแม่สามารถปั๊มนมใหม่และเพิ่มน้ำนมนั้นเข้าไปในถุงหรือขวดที่แช่เย็นไว้แล้วได้นะคะ แต่น้ำนมที่ปั๊มเพิ่มเข้าไปก็จะมีอายุการเก็บรักษาเท่ากับของเดิมที่อยู่ในถุงหรือขวดนั้นค่ะ กรณีจำเป็นหากเป็นการเพิ่มน้ำนมเข้าไปในถุงหรือขวดที่ถูก ‘แช่แข็ง’ ต้องเป็นน้ำนมที่ผ่านการ ‘แช่เย็น’ มาอย่างน้อย 1 ชั่วโมง และมีปริมาณน้อยกว่าน้ำนมเดิมที่มีอยู่นะคะ น้ำนมที่มีการแยกตัวของน้ำและไขมันออกจากกันหลังถูกเก็บมาสักระยะหนึ่งนั้นเป็นเรื่องปกตินะคะ เพียงเขย่าเบาๆ ให้น้ำนมเข้ากันคุณแม่ก็สามารถนำมาให้เจ้าตัวเล็กกินได้ตามปกติค่ะ การ ‘แช่แข็ง’ น้ำนมควรทำทันทีหลังจากที่ปั๊มเสร็จ และควรเหลือพื้นที่ว่างไว้เผื่อน้ำนมเกิดการขยายตัวเมื่อถูกแช่แข็งด้วยค่ะ นมแม่เก็บแต่ละแบบได้นานแค่ไหน สำหรับการเก็บนมแม่นั้นระยะเวลาในการเก็บจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิที่เก็บ และวิธีการเก็บ โดย... เก็บที่อุณหภูมิห้องได้นานถึง 6 - 8 ชั่วโมง เก็บในช่องธรรมดา ประมาณ 3 - 4 วัน เก็บในช่องแช่แข็งตู้เย็นประตูเดียว 2 สัปดาห์ เก็บในช่องแช่แข็งแบบประตูแยก 3 เดือน ทั้งนี้ไม่ว่าคุณแม่จะเลือกเก็บวิธีใดก็ตาม เมื่อนำมาใช้ควรเลือกหยิบถุงที่เก็บไว้ก่อนเป็นอันดับแรกเสมอ เพื่อให้นมที่ลูกกินมีความสดใหม่เสมอค่ะ ทำอย่างไรเมื่อนำน้ำนมแช่แข็งมาให้เจ้าตัวน้อยหม่ำ Ÿนำน้ำนมจากช่องแช่แข็งมาแช่ไว้ในช่องเย็นธรรมดาล่วงหน้า 1 คืน เพื่อให้น้ำนมค่อยๆ ละลายไปเอง ก่อนให้เจ้าตัวเล็กกินควรนำน้ำนมออกมาวางไว้นอกตู้เย็น ทิ้งไว้ให้เท่าอุณหภูมิห้องหรือนำไปแกว่งน้ำ โดยน้ำนมนี้อยู่ได้ประมาณ 4-6 ชั่วโมง น้ำนมแม่ที่แช่เก็บไว้หากจะนำมาให้ลูกกินควรทำให้หมดความเย็นก่อนด้วยการวางไว้ในอุณหภูมิห้อง หรือนำถุงแช่ลงในน้ำอุณหภูมิปกติ แต่ไม่ควรผ่านความร้อนหรือผ่านให้น้อยที่สุด เพราะความร้อนจะทำให้สารอาหารที่มีประโยชน์ในน้ำนมสูญเสียไปค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะเคล็ดลับการเก็บรักษานมแม่ให้พร้อมใช้ตลอดเวลา ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะ ที่สำคัญคือหากนำน้ำนมมาให้เจ้าตัวเล็กกินแล้วแต่เขากินไม่หมดคุณแม่อย่าเสียดายแล้วนำกลับไปแช่งแข็งซ้ำนะคะ ทิ้งไปแล้วปั๊มใหม่ดีกว่า และควรหยิบน้ำนมออกมาให้ลูกตามลำดับการเก็บรักษา ถุงไหนแช่ก่อนนำออกมาใช้ก่อนค่ะ อ้อ... ทำแท็กสัญลักษณ์ติดวันเวลาที่เก็บรักษาไว้ป้องกันการหยิบผิดก็ดีนะคะ กันลืมได้ดีเลย

“นมแม่” อาหารชั้นดีสำหรับลูกน้อย
เชื่อไหมคะว่า น้ำนมแม่แค่เพียงปลายช้อนมีเม็ดเลือดขาวที่เต็มไปด้วยภูมิคุ้มกันชั้นดีอยู่ถึง 3 ล้านตัว นี่ยังไม่รวมสารอาหารชนิดอื่นๆ ที่ดีต่อสมองของลูกด้วย นมแม่มีแต่ไขมัน (ดี) เมื่อพูดถึง ‘ไขมัน’ หลายๆ คนอาจนึกถึงอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่ความจริงแล้วสำหรับเจ้าตัวน้อย ไขมันเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันจากนมแม่ ถือเป็นไขมันชั้นดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพกายและสมองของเจ้าตัวน้อยอย่างมากเลยค่ะ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะในนมแม่ประกอบไปด้วยไขมันชนิดอิ่มตัวในปริมาณน้อยมาก เมื่อเทียบกับนมหรืออาหารอื่นๆ และยังมีไขมันชนิดไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นไขมันดีต่อร่างกาย ที่สำคัญคือมีกรดไขมัน DHA และ ARA ที่ช่วยในการทำงานของเซลล์สมอง จึงทำให้สมองลูกน้อยดีได้ด้วยนมแม่ คราวนี้เรามาดูประโยชน์ของนมแม่เชิงลึกกันต่อเลยค่ะ ดีเอชเอ DHA เป็นไขมันดีที่ช่วยพัฒนาสมองและจอประสาทตาของลูกน้อย เป็นกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย เนื้อเยื่อต่างๆ ในสมอง ซึ่งดีเอชเอนั้นจะขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่กินเข้าไปด้วย ดังนั้นคุณแม่จึงควรทานอาหารที่มีสารอาหารดีเอชเอในช่วงให้นมบุตร ซึ่งหาได้แซลมอน ทูน่า ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสำลี เป็นต้น โคลีน โคลีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเยื่อหุ้มเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ จึงช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้และความจำให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี อาหารที่อุดมด้วยโคลีนได้แก่ ไข่แดง กะหล่ำ ธัญพืชชนิดต่างๆ ทอรีน โปรตีนซึ่งพบได้มากในน้ำนมแม่ มีส่วนช่วยในการสร้างสมอง และจอประสาทตาของลูกน้อย น้ำตาลโอลิโกแซคคาไรด์ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์เพื่อสุขภาพ ป้องกันไม่ให้เชื้อจุลินทรีย์ที่ไม่ดีก่อโรคในลำไส้ของลูกน้อย สารฟอสโฟไลปิดสูง ช่วยในการสร้างเครือข่ายสมองของลูก ไลเปส ช่วยย่อยสลายไขมันในน้ำนมแม่ ทำให้การดูดซึมสารอาหารมีประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยแปลงไขมันให้เป็นพลังงาน ทำให้ลูกน้อยได้รับพลังงานที่สูงแต่ย่อยง่าย สบายท้อง และดีต่อระบบย่อยอาหารที่ยังไม่สมบูรณ์ของลูกน้อยด้วย นอกจากประโยชน์ดีๆ ข้างต้นแล้ว นมแม่ยังมีวิตามิน เกลือแร่ ฮอร์โมน และเอ็นไซน์ อีกหลายชนิด ซึ่งล้วนดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งนั้น ที่สำคัญคือนอกจากเด็กๆ จะได้ประโยชน์จากนมแม่แล้ว พวกเขายังรู้สึกได้ถึงความผูกพันธ์ที่คุณมีให้ด้วยนะคะ อย่างไรก็ตาม คุณภาพของน้ำนมนั้นขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปด้วย ดังนั้น การกินอาหารให้ครบถ้วน 5 หมู่ ร่วมกับการดื่มน้ำมากๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้น้ำนมของคุณแม่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพค่ะ

กระตุ้นน้ำนมคุณแม่หลังคลอดด้วยน้ำขิงกันเถอะ
กลยุทธ์เรียกน้ำนมคุณแม่หลังคลอดนั้นมีหลากหลายตำรามากค่ะ โดยเฉพาะตำราสมุนไพรไทย และหนึ่งในสมุนไพรที่เลื่องลือเรื่องช่วยขับน้ำนมในช่วงหลังคลอดได้เป็นอย่างดีก็คือ “ขิง” ค่ะ วันนี้เรามีวิธีต้มน้ำขิงเรียกน้ำนมสำหรับแม่ให้นมช่วงแรกคลอดมาฝากกันค่ะ ขิงกับแม่ท้อง “ขิง” เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย เพราะมีฤทธิ์ร้อนจึงช่วยระบบการไหลเวียนเลือดได้ดี ช่วยระบบการเผาผลาญ และนอกจากขิงจะช่วยกระตุ้นน้ำนมให้คุณแม่แล้ว ยังดีกับคนที่กำลังลดน้ำหนักด้วยค่ะ ปรุงเมนูน้ำขิงกระตุ้นน้ำนมแม่ ให้คุณแม่นำขิงแก่มาบดหรือหั่นฝานบางๆ ใส่ในหม้อ เติมน้ำสะอาดลงไปต้มจนเดือด จากนั้นกรองเอาขิงออก เหลือแต่น้ำขิง พักไว้จนอุ่นแล้วดื่มได้เลย หรือคุณแม่อาจเติมน้ำตาล น้ำผึ้ง เกลือ หรือมะนาวเล็กน้อยได้ตามใจชอบ แต่คุณแม่ต้องระวังนิดนะคะไม่ควรดื่มน้ำขิงมากเกินไป ควรดื่มวันละ 1-2 แก้วเท่านั้น เพราะอาจมีผลทำให้ลูกเกิดอาการ “ตาแฉะ” ได้เนื่องจากความร้อนของขิงจะส่งผ่านไปทางน้ำนม เมื่อลูกกินนมแม่ก็จะขับออกมาทางร่างกายส่งผลให้ตาแฉะได้ค่ะ กระตุ้นการดูดร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ดื่มน้ำขิงแล้วน้ำนมคุณแม่จะไหลท่วมท้นนะคะ แต่ต้องมีการกระตุ้นน้ำนมโดยการให้ลูกดูดนมจากเต้าด้วย โดยทำตามหลัก 3 ดูดคือ ดูดเร็ว: ให้ลูกดูดนมเร็วภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด ดูดบ่อย: ควรให้ลูกดูดนมบ่อยตามที่ลูกต้องการ ประมาณวันละ 8 ครั้งขึ้นไป ดูดอย่างถูกวิธี: ให้ลูกอมงับลานนมให้ลึกพอและดูดจนเกลี้ยงเต้า ทั้งการต้มน้ำขิงและการกระตุ้นการดูดของลูกนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย ลองนำไปทำตามดูนะคะ รับรองว่าน้ำนมคุณแม่ไหลมากดังใจแน่นอนค่ะ

จัดการ 4 อุปสรรคจากเสียงรอบข้างช่วงให้นมลูก
ก่อนจะคลอดลูกน้อยออกมาเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนคงมีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพราะรู้ซึ้งถึงคุณประโยชน์มากมาย แต่บางทีก็แอบมีอุปสรรคเข้ามาให้ได้ขบคิดและแก้ปัญหาจนเกิดความท้อแท้ได้เหมือนกัน มีอะไรบ้างที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญ แล้วจะรับมืออย่างไรดี ตามมาดูกันค่ะ อุปสรรค 4 เรื่องที่คุณแม่มักได้ยินช่วงให้นมลูก อุปสรรคยอดฮิตที่สร้างความท้อแท้ให้คุณแม่มือใหม่ทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่สภาพร่างกายหรือปริมาณน้ำนมที่ออกมาให้ลูกได้ดื่มกินเพียงอย่างเดียวหรอกนะคะ แต่รวมถึงเสียงของคนรอบข้างที่เข้ามากดดันซ้ำเติมให้หวาดระแวง เคร่งเครียด จนเกิดความท้อจนแทบจะอยากป้อนนมผงลูกให้รู้แล้วรู้รอดต่างหาก เอ้า! มาดูกันค่ะว่ามีอุปสรรคทางเสียงอะไรบ้างที่คุณแม่ต้องเจอ แล้วควรรับมือแบบไหนดี 1. น้ำนมไม่มา... ให้ลูกกินนมผงสิ หากน้ำนมคุณแม่ยังไม่มาทันทีหลังคลอดไม่ต้องตกใจหรือเป็นกังวลว่าลูกจะหิวค่ะ พยายามให้ลูกน้อยดูดกระตุ้นไปเรื่อยๆ ต่อให้เขาร้องหรือหิวบ่อยจนคนรอบข้างกดดันให้ชงนมผงอย่างไรก็ขอให้อดทน และพยายามให้ลูกดูดตามรอบ แม้จะได้ปริมาณที่น้อยในช่วง 2-3 วันแรกแต่เพียงพอต่อความต้องการลูกอยู่แล้วค่ะ ถ้าเขาถ่ายบ่อย ฉี่บ่อย แสดงว่าน้ำนมเพียงพอ ไม่ต้องสนใจเสียงรอบข้างค่ะ 2. ลูก 4 เดือนควรให้กินกล้วยบดได้แล้ว ลูกน้อยควรกินนมแม่เป็นอาหารหลักเพียงอย่างเดียวจนกว่าจะถึงอายุ 6 เดือนจึงจะให้อาหารเสริมอย่างอื่นได้ ดังนั้น ใครจะว่าอย่างไรไม่ต้องสนใจค่ะ อดทนต่อไปไม่ต้องโต้แย้งหรือเถียงใดๆ ทั้งสิ้น หากไม่ไหวจริงๆ บอกเขาไปเลยค่ะว่าคุณหมอให้กินนมแม่อย่างเดียวลูกจะได้มีภูมิต้านทานที่แข็งแรง 3. ลูก 1 ขวบเต็มแล้วเลิกกินนมแม่ได้แล้ว เสียงรอบข้างที่มักได้ยินช่วงลูกรักเข้าสู่วัย 1 ขวบคือให้ไปหาซื้อนมกล่องที่มีสารอาหารเยอะๆ มาให้เจ้าตัวเล็กกิน... ปล่อยผ่านไปค่ะ เพราะเด็กวัย 1 ขวบมีความต้องการสารอาหารที่ครบ 5 หมู่ โดยนมเป็นเพียงอาหารเสริมเท่านั้น การกินนมแม่บวกกับการกินอาหารครบ 5 หมู่เพียงพอแล้วค่ะ หากยังมีน้ำนมให้ลูกอยู่ให้กินต่อไปค่ะ นอกจากได้ประโยชน์สูงสุดแล้วยังประหยัดอีกด้วยนะ 4. กินนมชงเถอะตัวโตดี ถ้าหากเมื่อไรได้ยินคำพูดว่าการให้ลูกกินแต่นมแม่เลยตัวเล็กนิดเดียว เด็กบ้านอื่นกินนมชงตั้งแต่เล็กตัวสูงใหญ่เชียว... ทำหูทวนลมได้เลยค่ะ เพราะลูกจะตัวเล็กหรือตัวใหญ่เป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ หากกังวลใจเรื่องน้ำหนักและส่วนสูงของลูกให้เทียบจากตารางในสมุดวัคซีนหรือปรึกษาคุณหมอค่ะ หากลูกน้อยอยู่ในค่ามาตรฐานและสุขภาพแข็งแรงก็ไม่จำเป็นต้องสนใจเสียงอื่นใดค่ะ หากตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คุณแม่ต้องอดทนและหนักแน่นนะคะ แม้เสียงรอบข้างจะสร้างความกดดันต่างๆ ให้อยู่มากก็ตาม แต่ถ้าทำได้ดังตั้งใจความภูมิใจที่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็จะตามมาในที่สุดค่ะ เป็นกำลังใจและขอให้คุณแม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ยาวนานที่สุดนะคะ