สุขภาพลูกรัก
บทความยอดนิยม
บทความสุขภาพลูกรักอัพเดตล่าสุด
Growth Hormone กับการเจริญเติบโตของลูกน้อย
เมื่อลูกนอนหลับ Growth Hormone จะถูกหลั่งออกมา ซึ่ง Growth Hormone นี้มีประโยชน์ในแง่การเจริญเติบโตของลูกน้อยอย่างมากค่ะ ไขคำตอบ Growth Hormone คืออะไร Growth Hormone เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อย จะถูกสร้างและหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองในช่วงที่ลูกน้อยนอนหลับสนิทค่ะ โดยปกติแล้วร่างกายของลูกน้อยจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ได้อยู่แล้ว แต่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการนอนหลับพักผ่อนของลูกว่าเพียงพอหรือไม่ค่ะ หากพักผ่อนเพียงพอ Growth Hormone หลั่งเต็มที่ ร่างกายของลูกก็จะ… เจริญเติบโตได้ดี ร่างกายแข็งแรง มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน สมองเรียนรู้และจดจำได้ดี ระบบภูมิต้านทานดี แต่ถ้านอนไม่พอ ตื่นบ่อย ก็อาจทำให้ขาด Growth Hormone และส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายได้ทั้ง... ร่างกายแคระแกรน ตัวเตี้ย อ่อนเพลียง่าย ระบบภูมิต้านทานต่ำ ดังนั้นหากต้องการให้ลูกหลับสนิทและ Growth Hormone ทำงานอย่างเต็มที่คุณแม่ควรจัดบรรยากาศการนอนของลูกอย่างเหมาะสม และหาตัวช่วยที่ทำให้ลูกหลับสนิทและหลับได้ยาวตลอดคืนอย่างเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติก็จะช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตอย่างสมวัยแล้วค่ะ

ระวัง! ภัยจากเครื่องเขียน
การให้เจ้าตัวเล็กได้ขีดๆ เขียนๆ นั้นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการหลายด้านของลูกนะคะ ทั้งการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การทำงานประสานระหว่างสายตาและมือ รวมทั้งสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้การส่งเสริมสนับสนุนให้เขาได้ขีดเขียนตามจินตนาการอย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องความปลอดภัยก็มีความสำคัญเช่นกัน การขีดเขียนของลูกจึงควรเกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพไม่สร้างอันตรายให้แก่เขาด้วยค่ะ เครื่องเขียนเจ้าตัวเล็ก... ภัยอาจไม่เล็ก หากไม่คิดอะไรมากเครื่องเขียนของลูกน้อยอาจดูไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ แต่ใส่ใจสักนิดคุณพ่อคุณแม่จะตกใจเมื่อรู้ว่าเครื่องเขียนเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เด็กหลายคนเจ็บตัวและถึงขั้นอาจสูญเสียความสามารถในการทำงานของร่างกายบางส่วนได้ 1. ดินสอ เป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนชิ้นแรกๆ ที่ลูกรักได้สัมผัสและใช้งานเป็นประจำ แต่ก็สามารถก่ออันตรายให้ลูกได้หากไม่ระมัดระวังในการใช้งาน เช่น อาจเกิดอุบัติเหตุดินสอแทงตามเนื้อตัวหรืออวัยวะสำคัญต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิดยามลูกใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ 2. สีไม้ อุปกรณ์ศิลปะแท่งเล็กๆ เหมาะกับนิ้วมือน้อยๆ ของลูกนี้ แม้จะจับได้โดยสีไม่ติดนิ้วและราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อควรระวังคืออย่าให้ลูกเอาเข้าปาก จมูก หู หรือถือเดิน วิ่งไปมา เพราะส่วนแหลมคมของหัวดินสอสีไม้อาจทิ่มตำเนื้อตัวหรือดวงตาของลูกได้ นอกจากนี้บรรดาสีทั้งหลายทั้งสีเทียน สีน้ำ หรือสีชอล์ก หากเด็กๆ จำเป็นต้องใช้คุณพ่อคุณแม่จะต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ โดยเลือกแบบ non toxic หรือมีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษ สารตะกั่ว เพื่อความปลอดภัยค่ะ 3. น้ำยาลบคำผิด แม้จะเป็นอุปกรณ์สำนักงานของคุณพ่อคุณแม่ แต่บางครั้งด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปคุณพ่อคุณแม่นำงานกลับมาทำที่บ้านบ่อยขึ้น ลูกจึงมีโอกาสได้หยิบจับและทดลองใช้น้ำยาลบคำผิดได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้น เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกซื้อน้ำยาลบคำผิดที่มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม และต้องสอนให้ลูกรักรู้วิธีการใช้อย่างถูกต้องปลอดภัย โดยสอนให้เขารู้ว่าควรหลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหยของน้ำยาลบคำผิดเพราะอาจได้รับพิษจากสารตะกั่วที่ผสมอยู่ หรือกรณีที่บ้านไหนมีเด็กเล็กควรเก็บอุปกรณ์ลบคำผิดให้พ้นหูพ้นตาที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหยิบจับเข้าปากได้ค่ะ 4. กาว เป็นสิ่งที่เด็กเล็กไม่ควรใช้ แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานประดิษฐ์ชิ้นสวยของลูก ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้กาว แนะนำให้เลือกแป้งเปียกให้เจ้าตัวเล็กแทนดีกว่า วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำแป้งมันผสมน้ำไปตั้งไฟเคี่ยวและรอให้เย็น เท่านี้ก็ช่วยให้ลูกได้ใช้กาวอย่างปลอดภัยแล้วค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กการจะส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อของเขานั้นสามารถพลิกแพลงใช้ของจากธรรมชาติให้ลูกได้บริหารกล้ามเนื้อและต่อยอดจินตนาการได้เช่นกันนะคะ เช่น กิจกรรมคั้นน้ำอัญชัน น้ำใบเตยเพื่อสุขภาพ หรือการเล่นเพื่อบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กในรูปแบบอื่นๆ ส่วนเครื่องเขียนหากต้องการให้ลูกใช้จริงๆ ควรเลือกแบบที่ไม่มีความแหลมคม อาจเป็นสีเทียน สีชอล์กที่จับถนัดมือ และปลอดสารเคมี ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องอยู่ใกล้เสมอเมื่อตัดสินใจให้ลูกใช้เครื่องเขียน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ลูกรักปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ แถมยังได้ส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วยค่ะ

พ่อแม่ต้องรู้เมื่อหนู “เท้าแบน”
หากคุณพ่อคุณแม่หลายคนสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีเท้าที่มีลักษณะแบน อาจจะนึกกังวลใจว่าลูกจะพบเจอปัญหา “เท้าแบนในเด็ก” เข้าแล้ว ว่าแต่อาการเท้าแบนในเด็กถือเป็นโรคหรือเปล่า จะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและพัฒนาการของลูกรักไหม มาไขความจริงกันค่ะ เท้าแบนในเด็กคืออะไร เท้าแบนในเด็ก คือเท้าที่ไม่มีอุ้งเท้า ไม่มีรอยเว้า จะมีลักษณะแบนติดพื้นไปตลอด ถ้าเท้าเปียกน้ำแล้วย่ำบนพื้นจะเห็นเป็นรอยเต็มทั้งฝ่าเท้า สามารถแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ เท้าแบนแบบยืดหยุ่น และเท้าแบนแบบแข็งค่ะ เท้าแบนแบบยืดหยุ่น คือเวลายืนก็จะเห็นว่าเท้าแบนเรียบติดไปกับพื้น แต่พอเขย่งปลายเท้าก็จะเห็นรอยเว้ารอยโค้งของเท้าเหมือนเท้าปกติ เท้าแบนแบบแข็ง ถือเป็นภาวะผิดปกติที่พบได้น้อยมาก โดยจะมีอาการอุ้งเท้าโค้งนูน เท้าผิดรูป แข็ง มีลักษณะหมุนจากข้างนอกเข้าด้านใน เมื่อยืนหรือเดินนานๆ จะทำให้รู้สึกไม่สบายเท้า หรือเจ็บปวดได้ เท้าแบนในเด็กนี้คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้ก็ต่อเมื่อลูกน้อยเริ่มเดินได้ค่ะ ทำไมหนูเท้าแบน สาเหตุหลักที่ทำให้เท้าแบนคือ เป็นมาแต่กำเนิดโดยธรรมชาติของร่างกาย เอ็นหย่อนซึ่งพบได้เป็นปกติในเด็ก หรือเท้าแบนชนิดแข็งซึ่งอาจมีความผิดปกติจากส่วนอื่นร่วมด้วย เช่น อาการของสมองที่เรียกว่า Cerebral Palsy มีความผิดปกติของไขสันหลัง หรือโครงสร้างของเท้าที่กระดูกแต่ละชิ้นมีความผิดปกติ ส่วนใหญ่อาการเท้าแบนในเด็กไม่ใช่ความผิดปกติที่น่าวิตกกังวล เด็กเกือบแทบทุกคนจะมีอาการเท้าแบนอยู่แล้ว แต่พอโตขึ้นเขาจะมีพัฒนาการไปตามวัย ร่างกายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ เท้าที่เคยแบนราบจะค่อยๆ ปรับเว้าโค้งรับกับเท้าไปเองตามพัฒนาการค่ะ ลูกเท้าแบนจำเป็นต้องรักษาไหม หากลูกรักมีอาการเท้าแบนชนิดแข็ง (Rigid Flat Feet) จำเป็นต้องรักษาเป็นจริงเป็นจัง เพราะเป็นโครงสร้างที่ผิดปกติ ส่วนมากต้องผ่าตัดแก้ไข แต่ถ้าเป็นเท้าแบนแบบยืดหยุ่นไม่ต้องกังวลค่ะเพราะไม่ส่งผลหรือสร้างปัญหาต่อพัฒนาการของลูกในอนาคตแต่อย่างใด คุณแม่อาจพาลูกน้อยเข้าพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อช่วยส่งเสริมพัฒนาการซึ่งคุณหมออาจพิจารณาถึงการตัดรองเท้าเสริมพัฒนาการในด้านนี้ หรือดูแลด้วยอุปกรณ์เฉพาะทางโดยเฉพาะเพื่อให้พัฒนาการของเท้าลูกดีขึ้นอย่างต่อเนื่องค่ะ เท้าแบนในเด็ก ไม่ใช่โรคชัดเจน ไม่ใช่สิ่งน่ากังวล และสามารถแก้ไขได้ คุณพ่อคุณแม่ที่เป็นกังวลอยู่สบายใจหายห่วงกันได้แล้วค่ะ แต่ถ้ายังไม่คลายความว้าวุ่นใจลองพาลูกไปปรึกษาแพทย์ได้ ถือว่าเป็นการตรวจสุขภาพให้เจ้าตัวเล็กไปในตัวด้วยเลยค่ะ

อย่ายอมให้แมลงร้ายเข้าหูลูก
เรื่องของแมลงตัวเล็กๆ นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กเลยนะคะ จะมด ยุง เห็บ หมัด หรือแมลงอื่นๆ ที่เราแทบไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามอีกหลายร้อยชนิด ไม่เพียงก่อความรำคาญให้เราเท่านั้นแต่เจ้าแมลงพวกนี้ยังเป็นต้นเหตุของอันตรายที่อาจเกิดกับลูกน้อยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามันคืบคลานเข้าไปในหูเล็กๆ ของลูกรักแล้วละก็ เรื่องใหญ่เลยค่ะ ดังนั้น มาป้องกันภัยเหล่านี้ให้ลูกก่อนดีกว่า “หู” ของหนูสำคัญมากนะ หูเป็นอวัยวะที่ไม่เพียงทำหน้าที่รับฟังเสียงต่างๆ เท่านั้น แต่ใบหูเล็กๆ ยังมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการทรงตัวของเจ้าตัวเล็กด้วย การมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีเพราะอาจส่งผลให้หูของลูกรักเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการทำงานที่ผิดปกติได้ โดยเฉพาะหากสิ่งที่เข้าไปในหูของลูกคือสัตว์ตัวเล็กๆ จำพวกแมลง มด เห็บ หมัด ฯลฯ ที่มักเป็นพาหะนำเชื้อโรคด้วยแล้ว ลูกรักยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหูอักเสบหรือเชื้อราในช่องหูซึ่งอันตรายมากอีกด้วย เอ๊ะ! สังเกตอาการลูกรักอย่างไรดี เหตุการณ์แมลงเข้าหูลูกรักนั้นหลายครั้งเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยที่คุณแม่ไม่ทันระวัง มองไม่เห็น หรือบางครั้งอาจเห็นแต่ป้องกันไม่ทัน ดังนั้นให้สังเกตดังนี้ค่ะ ลูกรักวัยเบบี้ อาจร้องไห้งอแงเพราะความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในหู หรือแสดงอาการปัดป้องจับดึงบริเวณใบหู ดังนั้น คุณแม่ควรหมั่นตรวจเช็กภายในรูหูของลูกบ่อยๆ ค่ะว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปหรือไม่ Ÿหากเจ้าตัวเล็กอยู่ในวัยที่สามารถสื่อสารกับคุณพ่อคุณแม่ได้แล้ว เขาอาจบอกว่าตัวเองมีอาการปวดหูเฉียบพลัน รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเดินอยู่ในหู หรือรู้สึกแน่นภายในหูจนหูตึงชั่วขณะ แก้ไขอย่างไรเมื่อแมลงตัวร้ายเข้าหูลูก เมื่อแมลงเข้าหูลูกน้อย ให้รีบจับศีรษะลูกเอียงเอาหูด้านที่มีแมลงขึ้นโดยให้รูหูอยู่ในแนวตรง (ทำมุมฉากกับพื้น) จากนั้นใช้เบบี้ออยล์หรือน้ำมันมะกอกค่อยๆ หยอดลงไปในหูลูก รอประมาณ 15-30 นาทีแมลงที่เข้าไปในหูจะตายและลอยหลุดขึ้นมาค่ะ Ÿถ้าแมลงที่เข้าหูลูกเป็นแมลงขนาดเล็กและยังไม่ตาย เช่น แมลงเม่า แมลงหวี่ หรือยุง สามารถล่อให้ออกมาด้วยการปิดไฟให้มืดสนิทแล้วใช้ไฟฉายส่องเข้าไปในหูลูกน้อยได้ค่ะ แต่ถ้าลูกรักมีอาการเจ็บภายในหูขณะแมลงยังอยู่ข้างใน ไม่ควรทำอะไรทั้งสิ้น แต่ให้รีบพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันทีจะดีที่สุดค่ะ เรื่องแมลงร้ายกวนตัวคุณลูก กวนใจคุณแม่นี้ ควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ โดยหลีกเลี่ยงการพาลูกไปอยู่ในบริเวณที่แมลงชุกชุม หรือสวมที่ครอบหู ถ้าที่บ้านเลี้ยงสุนัขหรือแมวก็ควรรักษาความสะอาดให้ดี และไม่ให้เจ้าขนฟูขึ้นมานอนบนที่นอนด้วย ป้องกันปัญหาจากเห็บและหมัดค่ะ

ดูแลอย่างไรเมื่อลูกเป็น “เฮอร์แปงไจนา”
โรคตุ่มแผลในปากของเด็กหรือ โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) นั้นพบได้บ่อยในช่วงวัย 3-10 ปีค่ะ จัดเป็นโรคฮิตของฤดูร้อนเลยทีเดียวและด้วยลักษณะที่คล้ายกับโรคมือ เท้า ปาก คุณพ่อคุณแม่จึงอาจสังเกตและแยกแยะอาการของโรคนี้ลำบากกันสักหน่อย โรคนี้เกิดจากอะไร และมีสาเหตุจากอะไรบ้าง ตามมาอ่านข้อมูลดีๆ กันเลยค่ะ โรคเฮอร์แปงไจนาเกิดจากอะไร โรคตุ่มแผลเฮอร์แปงไจนาเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับโรคมือ เท้า ปาก ค่ะ ทำให้ลักษณะการแสดงอาการของทั้งสองโรคนี้จึงคล้ายกันมาก โรคเฮอร์แปงไจนาเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายเนื่องจากเชื้อจะแพร่กระจายสู่อากาศได้อย่างรวดเร็ว หากเจ้าตัวเล็กทั้งหลายไอหรือจามโดยไม่ปิดปากละก็... จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคได้ง่ายมากๆ เลยค่ะ อาการของโรคเฮอร์แปงไจนา สำหรับอาการของโรเฮอร์แปงไจนานั้น แม่จะมีส่วนคล้ายกับโรคมือเท้าปาก แต่ก็มีจุดสังเกตใหญ่ๆ ที่ช่วยให้วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้นดังนี้ค่ะ ลูกน้อยจะมีไข้สูงเฉียบพลัน เจ็บคอ น้ำลายไหล ไม่กินนม ไม่กินข้าว และงอแง หลังจากนั้น 1 วันคุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตพบจุดแดงๆ ที่บริเวณลิ้นไก่ ลิ้น และในลำคอ จุดแดงๆ ที่พบจะกลายเป็นตุ่มน้ำและมีแผลเล็กๆ ตรงกลางตุ่ม บางรายอาจพบเพียงผื่น และแผลตื้นๆ ในช่องปากค่ะ แต่ไม่พบบริเวณมือหรือฝ่าเท้านะคะ ป้องกันลูกจากโรคเฮอร์แปงไจนาอย่างไรดี วิธีป้องกันโรคเฮอร์แปงไจนาที่ดีที่สุดคือ ต้องหมั่นล้างมือของเจ้าตัวเล็กให้สะอาด ระวังการสัมผัสจากน้ำลาย น้ำมูก และไม่ควรอยู่ใกล้ชิดหรือเล่นข้าวของเครื่องใช้ของเด็กที่เป็นโรคนี้มาก่อนค่ะ โรคเฮอร์แปงไจนานี้ไม่มีวิธีรักษาที่ชัดเจนนะคะเพราะถือเป็นโรคที่ไม่รุนแรงนัก หากเป็นโรคนี้อาการของลูกน้อยจะดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์ และค่อยๆ หายเองได้จึงไม่มียารักษาเฉพาะทางโดยตรง บางครั้งคุณหมอจึงแนะนำให้รักษาตามอาการ เช่น... เช็ดตัวเพื่อลดไข้ ใช้ยาพาราเซตามอลหรือยาบรรเทาอาการอื่นๆ ลดความเจ็บปวดจากผื่นแผลในปาก ให้ลูกน้อยดื่มน้ำมากๆ และรับประทานอาหารเหลวทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง เพื่อเสริมสร้างภูมิต้านทาน และป้องกันน้ำหนักลดจากการไม่กินอะไรเลย อย่างไรก็ตาม แม้โรคนี้จะมีความรุนแรงไม่เท่าโรคมือเท้าปาก แต่เมื่อพบว่าลูกมีแนวโน้มว่าจะเป็นโรคนี้คุณพ่อคุณแม่ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีนะคะ อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือรอดูอาการด้วยการทดลองยาผิดๆ ถูกๆ เด็ดขาด เพราะนอกจากจะไม่ได้ผลแล้วยังเสี่ยงเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกด้วยค่ะ

จัดการกลิ่นปากเจ้าตัวเล็ก
​แม้เจ้าตัวเล็กจะหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูแค่ไหน แต่ถ้าปากจิ้มลิ้มมีกลิ่นตุๆ ออกมา แบบนี้คงไม่ดีแน่ วันนี้เราจึงมาแนะนำกลเม็ดสร้างกลิ่น “หอมสดชื่น” พิชิตใจผู้พบเห็นให้ลูกน้อยของคุณกลายเป็นที่รักของทุกๆ คนด้วยวิธีง่ายๆ พร้อมแล้วลองไปดูกันเลย หลักดูแลช่องปากฉบับพื้นฐาน ​การดูแลช่องปากของเจ้าตัวน้อย เรานำเกณฑ์จากการขึ้นของ “ฟัน” มาเป็นพื้นฐานการดูแล เพราะเจ้าตัวเล็กที่มี และไม่มี “ฟัน” ย่อมต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน • ไร้ฟัน ไร้กลิ่นปาก ใช้ผ้าชุบน้ำทำความสะอาดให้ทั่วช่องปาก (เหงือก เยื่อบุปาก ลิ้น) อย่างเบามือ โดยสังเกตอย่าให้เกิดการสะสมของฝ้าขาวที่ลิ้นและช่องปากของลูกน้อยเป็นอันขาด เพราะฝ้าขาวนี้เองอาจก่อให้เกิดกลิ่นปาก หรือบางครั้งหาก • มีฟัน ไร้กลิ่นปาก หากลูกน้อยมีฟันขึ้นแล้ว ให้คุณพ่อคุณแม่เปลี่ยนมาใช้แปรงขนอ่อนนุ่ม ที่มีขนาดเหมาะสมกับอายุเจ้าตัวเล็ก โดยสังเกตได้จากตัวเลขช่วงอายุที่ระบุอยู่ข้างกล่องแปรงบรรจุยาสีฟัน แปรงเบาๆ จากซ้ายไปขวาอย่างถูกวิธี ทว่าอย่าให้เขาใช้ยาสีฟันเหมือนที่คุณพ่อคุณแม่ใช้อย่างเด็ดขาด เพราะผลิตภัณฑ์ของผู้ใหญ่มักผสมฟลูออไรด์ในปริมาณที่มากเกินไป หากเขาเผลอกลืนลงคอจะเสี่ยงกับการเกิดภาวะพิษจากฟลูออไรด์ได้ “กลิ่นตุตุ” จากโรคในช่องปาก ​สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทำทั้ง 2 วิธีการดูแลช่องปากด้านบนแล้ว แต่ยังไม่เห็นผล จับตาดูกันใหม่อีกที เพราะกลิ่นปากนี้อาจแสดงถึงสัญญาณของอาการจากโรคอื่นๆ ได้ เช่น... ต่อมทอนซิลอักเสบ กระเพาะอาหารอักเสบ ไซนัสอักเสบ โรคของเยื่อโพรงจมูกและปอด (ส่วนมากอาการที่มีสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจจะเชื่อมโยงกับกลิ่นปาก เพราะระบบการทำงานของทั้งสองทางนี้เชื่อมโยงกันทำให้สารคัดหลั่งอาจเชื่อมจากจมูกไหลลงไปในคอได้) ซึ่งวิธีแก้คือการพาลูกน้อยไปพบแพทย์โดยด่วน เมื่อแพทย์วินิจฉัยและรักษาอาการให้หายขาดแล้ว กลิ่นเหล่านี้ก็จะเบาบางและหายไปได้เอง ไม่ต้องกังวลใจค่ะ ​ปิดท้ายด้วยเวลาทันตกรรมที่เหมาะสมสำหรับลูกน้อยที่หลายคนไม่รู้ สำหรับคนที่สงสัยว่าวัยไหนที่เหมาะจะพาลูกน้อยไปหาทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปาก คำตอบคือ เมื่อฟันน้องเริ่มขึ้นไม่กี่ซี่ก็เริ่มไปได้ เว้นระยะสักปีละครั้งถึงสองครั้ง แม้จะไม่ถี่เท่ากับนัดของผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ควรละเลยนะคะ ประโยชน์จากการพาลูกไปพบหมอฟันนี้ นอกจากจะช่วยให้ลูกรักมีฟันที่ขาวสะอาดแข็งแรงในการบดเคี้ยวอาหารแล้ว ยังสร้างกลิ่นปากที่หอม... สดชื่น จนคนรอบข้างต่างอดใจหลงรักไม่ได้ด้วยค่ะ

Safety First! 5 วิธีป้องกันลูกสายตาสั้นก่อนวัยอันควร
ปัจจุบันปัญหาสายตาสั้นในเด็กมีให้เห็นมากขึ้นและนับวันอายุของเด็กที่ประสบปัญหานี้ก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกรักมีสายตาสั้นก่อนวัยอันควร คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจและสังเกตความผิดปกติของสายตาลูกอย่างใกล้ชิดค่ะ และวันนี้เรามีเทคนิคป้องกันเจ้าตัวเล็กสายตาสั้น 5 ข้อให้คุณพ่อคุณแม่ลองนำไปปฏิบัติค่ะ 1. ควรพาลูกไปตรวจตาตามช่วงอายุ ไม่ควรละเลยการพาลูกไปตรวจวัดสายตาตามช่วงอายุต่างๆ กับจักษุแพทย์ ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ในช่วงอายุ 3-6 เดือน มาจน 3-6 ปี และช่วงเข้าสู่ประถมวัย เพื่อคัดกรองสายตาผิดปกติตั้งแต่เนิ่นๆ หากพบความผิดปกติจะได้รีบแก้ไขค่ะ 2. ดูแลสุขภาพดวงตาด้วยอาหาร ให้ลูกรักได้กินอาหารที่ประโยชน์จากผักผลไม้ที่มีวิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอีอย่างเพียงพอค่ะ 3.จัดสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวลูกทุกอย่าง ทั้งการไม่ให้ลูกดูทีวีก่อนวัย 2 ขวบ งดการเล่นสมาร์ทโฟน รวมทั้งระมัดระวังการเล่นของลูกเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของเขา 4. ลดการเพ่งสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน ควรให้ลูกพักสายตาเป็นระยะ ไม่ควรให้เขาเพ่งดูอะไรติดต่อกันนานๆ โดยชวนกันมองออกไปไกลๆ ดูต้นไม้สีเขียว หรือไปทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้างสัก 5-10 นาที 5. ควบคุมเวลาในการใช้สายตา ยุคนี้คงเป็นไปได้ยากหากจะไม่ให้เจ้าตัวเล็กได้รู้จักกับเทคโนโลยียอดฮิตอย่างสมาร์ทโฟน ดังนั้น เมื่อเลี่ยงไม่ได้นอกจากคุณพ่อคุณแม่ต้องมีกฎเกณฑ์ ที่แน่ๆ คือห้ามให้ลูกสัมผัสกับอุปกรณ์เหล่านี้ก่อนอายุ 2 - 3 ขวบ ควบคุมเนื้อหาสาระของสื่อ ควรปรับตัวอักษรบนจอสมาร์ทโฟนให้มีขนาดใหญ่มากขึ้น ลดค่าแสงไม่ให้จอสว่างมากเกินไป พร้อมทั้งควรจำกัดเวลาในการอยู่กับจอและการทำกิจกรรมอื่นๆ ของลูกให้สมดุล และต้องบังคับใช้กฎเกณฑ์เรื่องเวลาและเนื้อหานี้อย่างเคร่งครัดด้วยค่ะ ​ ดวงตาของเจ้าตัวเล็กนั้นเป็นอวัยวะสำคัญในการให้เขาใช้ต่อยอดพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของร่างกายนะคะ ดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นดีที่สุดค่ะ เพื่อเจ้าตัวเล็กจะได้มีสายตาที่ดีอยู่คู่กับตัวเขาไปนานๆ ค่ะ

กินแบบผิดๆ ต้นตอเด็กอ้วนทะลุพิกัด
ความตุ๊ต๊ะตุ้ยนุ้ยนั้นสร้างความน่ารักน่าเอ็นดูให้เด็กๆ ก็จริงนะคะ แต่ก็มีภัยร้ายแฝงมากับความน่ารักนั้นเช่นกัน ฉะนั้นอย่าวางใจให้ลูกรักตามใจปากจนกลายเป็นเด็กอ้วนที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ค่ะ มีพฤติกรรมการกินแบบไหนบ้างที่จะสร้างเด็กอ้วนเกินพิกัดซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องช่วยกันปรับและระมัดระวังไม่ให้ลูกกินแบบนั้น... มาดูกันค่ะ กินแบบนี้... มีอ้วน! พฤติกรรมการกินล้วนๆ ที่ส่งผลให้ลูกน้อยอ้วนตุ๊ต๊ะ ส่วนจะมีพฤติกรรมแบบไหนบ้างนั้น ตามมาดูคำตอบกันเลยค่ะ Ÿ กินอาหารไขมันสูง แฮมเบอร์เกอร์ พิซซ่า โดนัท และอาหารจำพวกฟาสต์ฟู้ดส์ทั้งหลายเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงเพราะมีส่วนประกอบหลักเป็นแป้งและไขมัน ซึ่งจะให้พลังงานสูงถึง 750-800 แคลอรี หรือครึ่งหนึ่งของพลังงานที่ควรได้ต่อวันของเด็กอายุ 6-10 ปีค่ะ ดังนั้น งดอาหารฟาสต์ฟู้ดแล้วเปลี่ยนเป็นเมนูเปี่ยมโภชนาการที่คุณแม่ลงมือปรุงเองด้วยความรักดีกว่าค่ะ Ÿกินจุบจิบ ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลมคือของโปรดของเด็กๆ เลยค่ะ ยิ่งกินมากยิ่งทำให้มีพลังงานส่วนเกินมาก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกลูกให้กินเป็นเวลา กินจุบจิบน้อยลงนะคะ Ÿใช้อาหารเป็นแรงจูงใจ บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่มักใช้อาหารเป็นของรางวัลหลอกล่อให้ลูกรักทำสิ่งต่างๆ เช่น อาบน้ำก่อนแล้วจะให้กินเค้ก เก็บของเล่นก่อนแล้วจะพาไปกินไอศกรีม ซึ่งเป็นรางวัลที่สร้างโทษให้กับลูก เปลี่ยนเป็นให้หนังสือนิทานหรือของเล่นเสริมพัฒนาการดีกว่าค่ะ Ÿกินตามใจ คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้มักตามใจลูกมากเรื่องการกิน อาจเป็นเพราะการมีลูกน้อยเลยตามใจมาก จนเจ้าตัวเล็กมักไม่รู้ว่าอะไรควรกินหรือไม่ควร ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรชี้นำเขาสม่ำเสมอ ลูกจะเข้าใจมากขึ้นค่ะ การควบคุมน้ำหนักให้เจ้าตัวเล็กนั้นไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่หรอกนะคะ ถ้าตั้งใจจริง มีความสม่ำเสมอ ฝึกลูกกินให้พอกับที่ร่างกายต้องการ หรือออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญบ้าง พร้อมทั้งให้กำลังใจและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก แค่นี้เจ้าตัวเล็กก็จะเป็นเด็กสุขภาพดีไม่มีโรคอ้วนแล้วค่ะ

เทคนิคดูแลสุขภาพปากฟันลูกขวบปีแรก
สุขภาพปากฟันที่ดีมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการด้านการเคี้ยวกลืน การพูด การออกเสียง ที่สำคัญคือ ยังช่วยเสริมความมั่นใจให้กับลูกได้ การเริ่มดูแลช่องปากของลูกจึงควรเริ่มทำตั้งแต่ฟันยังไม่ขึ้น ส่วนจะดูแลอย่างไรบ้างนั้นเรามีคำตอบมาฝากค่ะ เบบี้แรกเกิด ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็ก นุ่ม สะอาด ชุบน้ำอุ่นเช็ดทำความสะอาดเหงือก กระพุ้งแก้ม และลิ้นของลูกเบาๆ หลังดูดนม วัย 6 เดือน หากฟันน้ำนมของลูกโผล่ขึ้นมาให้เห็นบ้างแล้ว คุณแม่ควรใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นถูกทำความสะอาดบริเวณฟันของลูก เช่นเดียวกับการทำความสะอาดเหงือก อ้อ... อย่าลืมเช็ดลิ้นและกระพุ้งแก้มด้วยทุกครั้งนะคะ วัย 1 ปี ช่วงนี้ฟันของลูกค่อยๆ ทยอยขึ้น คุณแม่ควรหาซื้อแปรงสีฟันสำหรับเด็กมาให้ลูกหัดแปรงฟัน โดยทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่างทั้งการแปรงฟัน การบ้วนน้ำ เพื่อหล่อหลอมให้ลูกเรียนรู้การแปรงฟันที่ถูกต้อง โดยไม่คาดหวังผลลัพธ์ หลังจากลูกทำเสร็จแล้ว คุณแม่จึงตามเก็บรายละเอียดในการแปรงฟันอีกครั้ง หลักสำคัญในการฝึกให้ลูกมีสุขลักษณะนิสัยที่ดีในการแปรงฟันก็คือไม่กดดันและทำให้เป็นเรื่องสนุก ด้วยหัวใจหลักเพียง 2 ข้อนี้ก็ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงความสำคัญในการดูแลสุขภาพปากฟันได้แล้ว

7 สัญญาณ! ลูกกำลังขาดสารอาหาร
เจ้าตัวเล็กของคุณจะเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงมีพัฒนาการที่เต็มศักยภาพได้ขึ้นอยู่กับการดูแลเอาใจใส่ของคุณพ่อคุณแม่และส่วนหนึ่งยังมาจากสารอาหารที่มีประโยชน์ที่ลูกได้รับเข้าไปในแต่ละวันแต่ละช่วงวัยด้วยนะคะ หากเจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ หรือมีภาวะขาดสารอาหารจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตและการพัฒนาในทุกๆ ด้านของเขาแน่นอนค่ะ เอ๊ะ... แล้วคุณพ่อคุณแม่จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกมีภาวะขาดสารอาหารหรือเปล่า แล้วจะทำอย่างไรให้ลูกรักห่างไกลจากภาวะนี้เรามี “7 สัญญาณ” มาให้คุณพ่อคุณแม่คอยสังเกตค่ะ 7 สัญญาณเตือน! “ลูกรักกำลังขาดสารอาหาร” ภาวะขาดสารอาหารภาวะนั้นเกิดขึ้นเมื่อร่างกายของเจ้าตัวเล็กไม่สามารถดึงสารอาหารสำคัญต่างๆ ไปใช้ได้ ทำให้เขามีน้ำหนักน้อย ตัวเล็กกว่าปกติ และภูมิต้านทานโรคต่ำ โรคติดเชื้อต่างๆ ก็จะเกิดตามมาได้ง่าย แถมยังกระทบต่อพัฒนาการทางสมอง สติปัญญา และการเรียนรู้ด้วยค่ะ 1. ลูกดูเหมือนซึมเศร้าและวิตกกังวล อาการซึมเศร้าลักษณะนี้มักเกิดจากการสั่งการของสมอง โดยเป็นผลกระทบจากการขาดสารอาหารจำพวกโปรตีนซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์ประสาทและฮอร์โมนต่างๆ ของสมอง เช่น เซโรทอนิน เอนโดรฟิน แคทีโคลามีน และสาร GABA ซึ่งฮอร์โมนและเซลล์ประสาทเหล่านี้แหละค่ะคือตัวสร้างความสุข ลดอาการเครียดและอาการซึมเศร้าได้อย่างดีเลย ดังนั้น สิ่งที่คุณแม่ต้องทำคือเพิ่มโปรตีนเข้าไปในมื้ออาหารของเจ้าตัวเล็ก โดยเน้นให้เขาได้กินเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน จะช่วยให้ร่างกายของลูกได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอค่ะ 2. ลูกพูดช้าจัง แม้ส่วนใหญ่ภาวะพูดช้าอาจเป็นผลจากพันธุกรรมที่เจ้าตัวเล็กรับมาจากคุณพ่อคุณแม่ แต่ก็มีบางครั้งที่การขาดวิตามินบี 12 จะทำให้ลูกรักพูดช้าได้เช่นกันค่ะ ดังนั้น ควรให้เจ้าตัวเล็กได้กินอาหารจำพวกผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ไก่ เนื้อหมู ปลา ไก่ และเครื่องในสัตว์ ซึ่งที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 12 แทนการให้ทานวิตามินเสริมนะคะ 3. มีปัญหาผิวหนังและสุขภาพเส้นผม การที่ลูกน้อยมีผิวหนังแห้งและมีปัญหาเส้นผมต่างๆ อาจมีสาเหตุจากร่างกายของเขาขาดวิตามินเอ ดี อี และเค นะคะ ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเสริมสารอาหารเหล่านี้ให้เขาด้วยการให้กินน้ำมันตับปลาวันละครึ่งช้อนโต๊ะ หรือปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมค่ะ 4. มีปัญหาสุขภาพช่องปาก ปัญหาฟันผุ ฟันซ้อน เป็นอีกสัญญาณที่เตือนให้คุณพ่อคุณแม่รู้ว่าลูกรักกำลังขาดสารอาหาร ซึ่งเด็กที่มีปัญหาฟันซ้อนนอกจากกรรมพันธุ์แล้วยังเกิดจากการที่กินอาหารแปรรูปมากเกินไป มีช่องฟันไม่เหมาะสม รวมทั้งคุณแม่ที่ละเลยการกินอาหารที่หลากหลายขณะตั้งครรภ์ ส่วนฟันผุนั้นแน่นอนว่าเกิดจากร่างกายลูกได้รับน้ำตาลมากเกินไป รวมถึงการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อความแข็งแรงของฟันนั่นเอง ดังนั้น เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพฟันเหล่านี้ของลูกคุณแม่จึงควรให้เขาได้กินอาหารประเภทถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วปากอ้า ไข่ไก่และเนื้อสัตว์ปีกจำพวกไก่ รวมถึงเสริมผักใบเขียว กะหล่ำ นม และตับ เข้าไปมื้อในอาหารของลูกด้วย อ้อ... แล้วอย่าลืมปรุงอาหารให้สุกทุกครั้งด้วยนะคะ 5. มีไข้หรือเป็นหวัดบ่อย อาการหวัดและมีไข้ของลูกนั้นแน่นอนว่าเกิดจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายไม่แข็งแรงค่ะ และสาเหตุที่ภูมิต้านทานลูกอ่อนแอก็มาจากการขาดสารอาหารนั่นเอง คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจให้ลูกได้กินอาหารที่หลากหลายและได้รับสารอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ไม่เน้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นการเฉพาะ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายของลูกให้แข็งแรง 6. เหมือนลูกจะไม่มีแรงเลยนะ หากเจ้าตัวเล็กดูอ่อนแรง เหนื่อยง่าย อาจมีสาเหตุมาจากขาดธาตุเหล็กค่ะ ลูกอาจประสบภาวะสมองตื้อ ไม่สดใส การพัฒนาทางด้านสมองอาจช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน ควรเสริมอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ถั่ว ธัญพืช ผัก และผลไม้อบแห้ง ป้องกันการขาดธาตุเหล็กให้ลูกรักค่ะ 7. อารมณ์แปรปรวน หากลูกมีอาการฉุนเฉียวง่าย อารมณ์แปรปรวนไม่อยู่กับร่องกับรอย น่าจะเกิดจากการขาดโอเมก้า 3 ซึ่งมีความสำคัญต่อการสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ของเจ้าตัวเล็กค่ะ ดังนั้น เพิ่มอาหารอย่างแครอท เนย และน้ำมันมะพร้าวให้ลูกบ้าง เพื่อช่วยรักษาระดับไขมันในส่วนสมองให้ทำงานได้อย่างปกตินะคะ การให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนนั้นเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใส่ใจและพิถีพิถันเป็นพิเศษนะคะ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและพัฒนาการที่สมวัยของลูก วันนี้ลองสังเกตดูนะคะว่าลูกมีสัญญาณเตือนเหล่านี้บ้างหรือไม่ และมานั่งนึกกันว่าอาหารที่ลูกกินแต่ละมื้อนั้นสอดคล้องและเหมาะสมต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของลูกมากน้อยเพียงใด หากไม่แน่ใจคุณแม่สามารถสอบถามเรื่องโภชนาการการกินที่ดีของลูกได้จากคุณหมอประจำตัวนะคะ

4 เทคนิคช่วยให้ลูกกินยาง่ายขึ้น
ยามลูกรักป่วยอะไรๆ ก็ดูติดขัดไปหมดจนสร้างความลำบากและกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะการกินยาของเจ้าตัวเล็กด้วย แล้ว... ทำไมเป็นสิ่งที่ทำได้ยากเย็นเข็ญใจขนาดนั้นกันนะ เอาล่ะ... มาลอง 4 เทคนิคการป้อนยาลูกที่เรานำมาเสนอกัน เชื่อว่า... น่าจะทำให้ช่วงเวลาของการกินยาง่ายขึ้นมาได้ค่ะ ป้อนอย่างไรให้ลูกยอมจำนน ยาของเด็กนั้นส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อมที่รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอมของผลไม้และมีสีสันสวยงามน่าทาน แต่ให้ยังไงเจ้าตัวเล็กก็ยังร้องไห้งอแง ดิ้น ปัดยาหก ไม่กลืนยา หรือคายทิ้งอยู่ดี ดังนั้นคุณแม่ต้องลองวิธีการต่อไปนี้ค่ะ 1. หลอกล่อลูกเล็ก การป้อนยาลูกรักวัยเบบี้นั้นคุณแม่ควรจะอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนเพื่อให้เขารู้สึกอบอุ่น และมั่นใจว่าปลอดภัย จากนั้นหลอกล่อให้ลูกน้อยอ้าปากแล้วค่อยๆ ฉีดยาในหลอดสำหรับป้อนยาไปที่กระพุ้งแก้มลูกทีละนิดจนหมด ที่สำคัญคืออย่าบังคับให้ลูกอ้าปากเป็นอันขาดนะคะเพราะเขาอาจเข็ดขยาดการกินยาไปเลยก็ได้ หรือหากเขาอ้าปากไปร้องไห้ไปไม่ควรฉีดยาลงไปค่ะเพราะลูกอาจสำลักจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ 2. อธิบายด้วยเหตุผล ในลูกวัย 2-3 ขวบลูกจะสามารถเข้าใจเหตุผลบ้างแล้วค่ะ คุณแม่สามารถใช้วิธีการอธิบายเหตุผลกับเขาได้ว่าทำไมลูกถึงต้องกินยา และหากไม่กินจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญคืออย่าบังคับหรือขู่ลูกว่าต้องกินให้หมดเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่กินแม่จะตีหรือจะให้หมอฉีดยา จะยิ่งทำให้เขากลัวยา กลัวคุณหมอไปด้วยค่ะ 3. อย่าผสมยาหลายตัวให้ลูกกินพร้อมกัน คุณแม่อาจจะรู้สึกว่าสะดวกหากกินยาหลายตัวพร้อมๆ กันในครั้งเดียว เพราะเจ้าตัวเล็กกินยายากเหลือเกิน ซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ เพราะหากลูกกินยาไม่หมดแล้วทำหกไป คุณแม่จะไม่รู้เลยว่ายาตัวไหนลูกกินไปเท่าไรแล้ว 4. เปลี่ยนมือคนป้อนบ้าง ถ้าคุณแม่เป็นคนป้อนยาเองแล้วลูกไม่ยอมกินเลย ลองสลับให้คุณพ่อหรือคุณตาคุณยายช่วยป้อนดูสิคะ ความรู้สึกและบรรยากาศในการกินยาใหม่ๆ อาจสร้างประสบการณ์ในการกินยาที่แปลกไปจนลูกน้อยยอมจำนนแต่โดยดีก็ได้ค่ะ แม้จะเป็นเรื่องยาก เป็นปัญหาหนักอกของคุณแม่ แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณแม่ต้องพยายามฝึกลูกน้อยค่ะ แล้ววันไหนที่เขายอมกินยาจนหมดอย่าลืมชื่นชมเขาด้วยนะคะ เพราะกำลังใจจากคุณพ่อคุณแม่คือสิ่งสำคัญในการก้าวข้ามความกลัวของลูกได้อย่างดีเลยค่ะ

ระวัง! ไข้ผื่น... ภัยร้ายในฤดูฝน
เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มรูปแบบแล้ว แน่นอนว่าคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กต่างกังวลถึงสุขภาพของยอดดวงใจกันไม่ใช่น้อย เพราะเด็กเล็กนั้นภูมิต้านทานยังไม่มากพอจึงมีโอกาสที่จะสัมผัสกับเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเชื้อที่ก่อให้เกิดผดผื่นคันตามตัวจนเจ้าตัวเล็กมีไข้ ที่บางทีคุณพ่อคุณแม่ก็แยกไม่ออกสักทีว่าเป็นไข้ผื่นธรรมดา หรือลูกเป็นโรคอะไร วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาให้ช่วยกันเฝ้าระวังและป้องกันค่ะ Ÿไข้ออกผื่น เจ้าตัวเล็กจะเริ่มด้วยมีไข้ น้ำมูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ และกลัวแสง ซึ่งอาการต่างๆ จะมากขึ้นพร้อมกับไข้ที่สูงขึ้น และจะสูงเต็มที่เมื่อมีผื่นขึ้นประมาณวันที่ 4 ของไข้ โดยผื่นที่ขึ้นจะมีลักษณะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ ทั้งบริเวณหน้า ช่วงชิดขอบผม แล้วแผ่กระจายไปตามลำตัว แขน ขา เมื่อผื่นแพร่กระจายไปทั่วตัวซึ่งกินเวลาประมาณ 2-3 วัน ไข้ก็จะเริ่มลดลง ผื่นมีสีเข้มขึ้นเป็นสีแดงคล้ำหรือน้ำตาลแดง ซึ่งคงอยู่นาน 5 - 6 วัน กว่าจะจางหายไปหมด Ÿหัด ลูกน้อยจะมีไข้สูงตลอดทั้งวันร่วมกับอาการเป็นหวัด ไอ หน้าแดง ตาแดง หลังมีไข้ประมาณ 3-4 วัน จะมีผื่นแดงๆ เล็กๆ ขึ้นตามหน้าแล้วกระจายไปตามลำตัวและแขนขา ขณะมีผื่นขึ้นก็ยังคงมีไข้สูงต่อไปอีก 1-2 วัน หลังจากนั้นไข้จึงค่อยๆ ลดลง ซึ่งลูกมักนอนซมและเบื่ออาหารประมาณ 7-10 วันกว่าจะหาย Ÿหัดเยอรมัน โรคนี้เจ้าตัวเล็กจะมีไข้ไม่สูงนัก ครั่นเนื้อครั่นตัวเป็นพักๆ มีผื่นแดงๆ เล็กๆ ขึ้นที่หน้า ลำตัว แขนขา โดยมากจะมีอาการไม่ค่อยรุนแรง สามารถกินข้าว วิ่งเล่นได้ตามปกติ แต่ถ้าคุณแม่ใช้นิ้วมือคลำบริเวณข้างคอ หลังคอ หรือท้ายทอย มักจะพบก้อนตะปุ่มตะป่ำขนาดเท่าเมล็ดถั่วลิสงซึ่งเป็นต่อมน้ำเหลืองที่บวมจากโรคนี้ ซึ่งจะหายไปภายใน 5-7 วัน Ÿผื่นดอกกุหลาบ มักพบในเด็กอายุประมาณ 3 เดือนขึ้นไป โดยจะมีอาการไข้สูง ร้องกวน อาจมีอาการชักขณะมีไข้ น้ำมูกไหล ตาแดง เป็นไข้ประมาณ 3-4 วัน ก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจะมีผื่นลักษณะเป็นเม็ดนูนเล็กๆ 2-4 มิลลิเมตร สีชมพูขึ้นที่บริเวณตัวแล้วลามไปตามหน้า แขน และขา เมื่อผื่นลดลงสีจะจาง ประมาณ 2-3 วันก็จะหายไปเอง Ÿส่าไข้ มักพบในลูกน้อยวัย 1-2 ปี จะมีอาการไข้สูงจัดตลอดเวลา นอนซึมและเบื่ออาหาร ซึ่งจะจับไข้อยู่ราว 3-4 วัน แล้วไข้จะลดลงได้เอง หลังไข้ลดจะมีผื่นแดงเล็กๆ ขึ้นทั่วตัว ลักษณะเหมือนผื่นของหัด พอผื่นขึ้นลูกรักจะกลับฟื้นคืนเป็นปกติทุกประการ และผื่นจะค่อยๆ หายไปภายใน 3 วัน Ÿอีสุกอีใส เจ้าตัวเล็กจะมีไข้เป็นพักๆ มีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นที่บริเวณหน้าและคอในวันแรกที่ไม่สบาย ต่อมาตุ่มนี้จะกระจายตามลำตัวและมักมีอาการคันร่วมด้วย ต่อมาตุ่มจะค่อยๆ สุกและตกสะเก็ดกินเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ วิธีการป้องกันและรักษากลุ่มอาการไข้ออกผื่นบางชนิด เช่น โรคหัด หัดเยอรมัน คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันได้ค่ะ แต่หากเป็นผื่นประเภทอื่นเพื่อความสบายใจอย่ารอให้หายเอง ควรพาลูกรักไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้รู้แน่ว่าลูกป่วยเป็นอะไรจะดีที่สุดค่ะ