ลูกรักวัยเตาะแตะ
บทความยอดนิยม
บทความลูกรักวัยเตาะแตะอัพเดตล่าสุด
ตัดผมลูกน้อย... คุณแม่ทำได้ ง่ายนิดเดียว
บางครั้งการตัดผมให้ลูกรักก็กลายเป็นปัญหาสำคัญของคุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้าน จะตัดเองก็กลัวลูกไม่อยู่นิ่ง จะไปร้านตัดผมลูกน้อยก็งอแงเหลือเกิน ใจเย็นๆ แล้วตามมาดูเคล็ดไม่ลับเรื่องการตัดผมลูกน้อยที่เรานำมาฝากกันค่ะ รับรอง... ทำได้ง่ายนิดเดียวเอง ตัดผมเบบี้ ลูกรักวัยเบบี้นี่แหละค่ะที่คุณพ่อคุณแม่ตัดผมให้ได้ง่ายที่สุด แค่ใจกล้าๆ หน่อยและอย่ามือสั่นก็พอ โดยคุณแม่ควรเลือกใช้กรรไกรปลายมน พลิกศีรษะลูกเพื่อตัดผมทีละด้าน ถ้าผมหนาให้หวีด้วยแปรงหวีผมอ่อนนุ่ม จากนั้นลูบศีรษะด้วยน้ำให้เปียกก่อนค่อยลงมือตัด และควรเลือกช่วงเวลาตัดผมให้ลูกในขณะที่เขาหลับจะสะดวกที่สุดค่ะ ตัดผมวัยเตาะแตะ สำหรับการตัดผมลูกวัยเตาะแตะนั้นต้องมีเทคนิคมากขึ้นมาอีกนิดค่ะเพราะเขาอาจยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องนั่งเฉยๆ เพื่อตัดผมด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมเจ้าตัวเล็กให้รู้จักการตัดผมก่อนค่ะ 1. แทนคำว่า “ตัด” ด้วยคำอื่น เพื่อลดทอนความน่ากลัวไม่ให้ลูกคิดว่าเขาเสี่ยงจะเจ็บตัว ลองบอกกับเขาว่าเรามา “เล็มผม” กันก็ช่วยลดความกลัวได้ค่ะ 2. ใช้ตุ๊กตาเป็นตัวช่วย เริ่มจากชวนกันจินตนาการตัดผมให้น้องตุ๊กตา หรือสมมติให้ตุ๊กตาแทนตัวลูกแล้วค่อยๆ ตัดผมตุ๊กตานิดหน่อยให้เขาเห็น เมื่อลูกเริ่มคล้อยตามก็ค่อยๆ ชวนเขามานั่งหน้ากระจกแล้วเริ่มตัดผมจากปอยเล็กๆ ให้เขาแน่ใจว่าไม่เจ็บตัวแน่นอน 3. เลือกเวลาให้เหมาะ โดยชวนกันตัดผมขณะที่ลูกกำลังอารมณ์ดี เช่น หลังตื่นนอนกลางวันหรือหลังมื้ออาหาร หรือช่วงเวลาที่มั่นใจว่าเขาจะไม่ร้องไห้งอแงแน่ๆ 4. ไม่ควรดุหรือบังคับลูก ควรปล่อยให้เขามีอิสระและรู้สึกผ่อนคลายขณะตัดผม แค่นี้คุณพ่อคุณแม่ก็จะได้รับความร่วมมือในการตัดผมเป็นอย่างดีค่ะ 5. ทำให้เป็นเรื่องสนุก ให้การตัดผมเป็นกิจกรรมที่พูดถึงได้เหมือนเรื่องอื่นๆ หรือตัดผมให้เขาระหว่างที่กำลังดูหรืออ่านการ์ตูนเรื่องโปรดจะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นค่ะ 6. ตัดให้เร็ว ลูกน้อยวัยเตาะแตะมักอยู่นิ่งๆ ได้ไม่นานนัก ฉะนั้นรีบตัดผมข้างหน้าให้เสร็จก่อนแล้วค่อยตัดข้างหลังค่ะ เพียงพยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็กไปพร้อมๆ กับใช้เคล็ดลับที่เรานำมาฝาก เพียงเท่านี้การตัดผมให้ลูกก็กลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้ค่ะ

อัจฉริยะสมวัย สร้างได้ตามธรรมชาติ
หลายคนเชื่อว่า “อัจฉริยะ” เป็นพรสวรรค์ แต่บางคนเถียงว่า เป็นพรแสวง งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ความฉลาด หรือพัฒนาการทางสมอง ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและการอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กมากกว่าพันธุกรรม นั่นแปลว่า เด็กฉลาดสร้างได้ ความฉลาดสร้างได้ตั้งแต่ในครรภ์ ในครรภ์ สมองของลูกน้อยเริ่มก่อตัวตั้งแต่อายุ 2 สัปดาห์ในท้องคุณแม่ ฉะนั้น การที่คุณแม่ได้กินอะไรดีๆ ได้รับสารอาหารครบถ้วน อารมณ์ดี สุขภาพจิตดี ย่อมส่งผลในทางดีต่อพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ของลูกน้อยในครรภ์ หลังคลอด ทารกมีเซลล์สื่อประสาทที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างเซลล์สมองคิดเป็น 20% ของสมองผู้ใหญ่ ซึ่งเซลล์ประสาทนี้ จะทำหน้าที่เชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ในสมองของลูกน้อย หากได้รับการพัฒนาอย่างดี ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่คุณแม่ทำกับลูก เช่น การโอบกอด การให้นม การนวด พูดคุยหยอกเย้า ฯลฯ ก็จะช่วยให้สมองของลูกมีพัฒนาการที่ดีได้ค่ะ วัย 2-3 ขวบ สมองจะเรียนรู้อย่างรวดเร็วและมีพัฒนาการทั้งการเคลื่อนไหว การมองเห็น และการได้ยินที่ดี ฉะนั้น ไม่เพียงสารอาหารที่ครบถ้วน แต่การสื่อสารที่เหมาะสม และการเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่น ทั้ง เล่นดิน เล่นทราย เล่นของเล่น เล่นกับพ่อแม่ ต่างเป็นกิจกรรมที่ดีต่อพัฒนาการทุกส่วนของลูก เคล็ดไม่ลับสร้างความฉลาดให้ลูกวัย 1 ขวบ Up! การเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กฉลาด เจ้าความคิด และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้รวดเร็วนั้น ไม่ใช่การเรียนหรอกค่ะ แต่เป็นการเล่นตามธรรมชาติ เพราะเด็กน้อยจะฝึกการใช้สมองจากการเล่นนี้เอง มาดูเคล็ดไม่ลับในการสร้างอัจฉริยะตัวน้อยๆ ฉลาดตามวัยมาฝากค่ะ สร้างบรรยากาศ : ให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ตามธรรมชาติโดยการสร้างบรรยากาศความท้าทาย เช่น เล่นปีนหมอน เล่นจ๊ะเอ๋ จั๊กจี้ ฯลฯ ความสนุกท้าทายจะกระตุ้นให้เด็กน้อยอยากเคลื่อนไหว อยากเอาชนะ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทั้งอารมณ์ สมอง และกล้ามเนื้อ ปล่อยให้เล่นตามธรรมชาติ : เช่น เล่นทราย ปั้นดินน้ำมัน หรือกระทั่งการหยิบม้วนทิชชูมาต่อเป็นตึก ก็เป็นการฝึกพัฒนาการทั้งสมองและกล้ามเนื้อ ฝึกให้สังเกตและตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว : คุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นอธิบายถึงชื่อเรียก ความเหมือน และความต่างของสิ่งของรอบตัว หรือหากมีเวลาว่างช่วงสุดสัปดาห์ การพาเขาออกไปเจอสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ แล้วคอยอธิบายและฝึกให้ตั้งคำถาม ก็กระตุ้นพัฒนาการทางสมองได้ดีทีเดียว ฟุ้งฝัน ใช้จินตนาการ และกระตุ้นความคิด : กิจกรรมประเภทศิลปะและดนตรี เป็นศาสตร์มหัศจรรย์ ที่นอกจากจะให้ลูกน้อยได้ปลดปล่อยอารมณ์และจินตนาการแล้ว ยังเป็นตัวกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยได้อีกด้วย บางคนอาจคิดว่า อัจฉริยะเป็นพรจากสวรรค์ แต่ความจริงแล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็สร้างอัจฉริยะได้ด้วยตัวเองนะคะ ไม่ต้องอัจฉริยะเหมือนอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ แต่เป็นเด็กอัจฉริยะที่เก่งตามวัยแค่นี้ก็เจ๋งแล้ว

เลือกรองเท้าอย่างไรให้ลูกรักวัยหัดเดิน
เจ้าตัวเล็กวัยเตาะแตะหัดเดิน หัดวิ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรองเท้าดีๆ คู่ใจสักคู่ให้เขาสวมใส่ยามออกสำรวจโลกกว้างเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวนะคะ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกรองเท้าคู่ใจให้ลูกรักวัยหัดเดินมาฝากกันค่ะ พิถีพิถันเรื่ององค์ประกอบ รองเท้าสำหรับลูกน้อยวัยหัดเดินควรระบายความอับชื้นได้ดีค่ะ โดยคุณแม่อาจเลือกรองเท้าที่ทำจากหนังแท้หรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี มีน้ำหนักเบา เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัวยามเขาออกสำรวจโลกกว้างตามความอยากรู้อยากเห็นค่ะ ซึ่งลูกวัยเตาะแตะนี้ยังทรงตัวได้ไม่ดีนัก ดังนั้นรองเท้าน้ำหนักเบาจึงช่วยให้เขาสบายเท้า จนรู้สึกคุ้นเคยและชื่นชอบการใส่รองเท้าค่ะ พื้นรองเท้าต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อเท้าเล็กๆ ของลูกน้อยจะได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณขาของลูกรักจะพัฒนาและแข็งแรง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาเลือกรองเท้าคุณแม่ลองจับบริเวณส่วนหัวและส้นรองเท้างอเข้าหากันเพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของพื้นดูสิคะ ถ้าหัวและส้นของรองเท้างอเข้าหากันได้มากแสดงว่ายืดหยุ่นดี... หยิบให้เจ้าตัวเล็กลองใส่เลยค่ะ ใส่ใจเรื่องสุขภาพเท้า นอกจากการดูรายละเอียดของรองเท้าเบื้องต้นทั้งวัสดุที่ใช้ รวมไปถึงความยืดหยุ่นแล้ว คุณแม่ควรใส่ใจกับสุขภาพเท้าของลูกน้อยด้วยค่ะ เวลาเลือกรองเท้าให้คุณแม่ลองใช้นิ้วมือกดพื้นผิวของรองเท้าเพื่อทดสอบความนุ่มของรองเท้า และสำรวจด้านในว่าการตัดเย็บเรียบร้อยดีไหม มีรอยตะเข็บหรือขอบแข็งๆ ที่เสี่ยงจะเสียดสีผิวบอบบางของลูกรักจนเป็นแผลหรือเปล่านะคะ รองเท้าที่มีแผ่นรองด้านในโค้งรับเท้านั้นไม่จำเป็นสำหรับเจ้าตัวเล็กนะคะ เพราะเขาจำเป็นต้องรอให้กระดูกและเส้นเอ็นของเท้าเจริญเติบโตตามธรรมชาติให้สมบูรณ์ก่อนค่ะ รองเท้าแบบมีแผ่นรองนั้นหลัง 3 ขวบค่อยมาพิจารณาความเหมาะสมกันอีกครั้งนะคะ ขนาดของรองเท้าต้องพอดีกับเท้าลูก ไม่หลวมหรือบีบเท้าจนเกินไป โดยคุณแม่ต้องลองกดบริเวณหัวรองเท้าขณะลูกน้อยสวมว่ายังมีพื้นที่เหลือหรือไม่ ถ้าไม่มีแสดงว่าคับเกินไป แต่หากมีพื้นที่ว่างเกินกว่า 1 เซนติเมตรถือว่าหลวมเกินไปค่ะ การเลือกรองเท้าให้ลูกรักนั้นไม่ยากเลยนะคะ เพราะปัจจัยสำคัญในการเลือกก็คือความสบายและปลอดภัยของเท้าไม่ต่างจากการเลือกรองเท้าของคุณพ่อคุณแม่เองเลยค่ะ เพียงแต่ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ นอกจากนี้ท่องไว้เลยค่ะว่ารองเท้าราคาแพงอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีและเหมาะกับลูกเราเสมอไป และที่สำคัญควรพาลูกไปลองใส่เดินเองก่อนตัดสินใจซื้อจะดีที่สุดค่ะ

SAY NO! กับการงัดดั้งลูกรัก
ใครบ้างไม่อยากให้ลูกมีหน้าตาสวยหล่อ โดยเฉพาะศัพท์สำคัญอย่างการ “งัดดั้ง” หรือการทำให้รูปจมูกลูกน้อยมีความโด่งสวยเช่นเดียวกับคนยุโรปนั้นจึงมีมาให้เห็น และเป็นความเชื่อของคุณพ่อคุณแม่ว่าหากต้องการให้ลูกน้อยเข้าเทรนด์หล่อสวยโกอินเตอร์กับจมูกได้รูปต้องบีบต้องปั้นด้วยนิ้วมือแต่วัยเยาว์ให้โด่งนูนขึ้นมา แท้จริงแล้วเรื่องลักษณะโครงสร้างใบหน้ามีผลมาจากยีนที่กำหนดมาแต่เดิมอยู่แล้ว แม้จะมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยแต่ก็เป็นส่วนน้อย การคาดหวังให้โครงร่างกระดูกของชาวเอเชียอย่างคนไทยเราที่มีลักษณะค่อนข้างยุบไปโด่งเท่ากับคนยุโรปจึงเป็นไปได้ยาก แล้วงัดดั้งคือวิธีช่วยให้ลูกมีดั้งโด่งจริงหรือไม่ มาดูคำตอบกันค่ะ นิ้วดันเสริมความโด่งได้จริงหรือ การใช้นิ้วดัน หรือทำการบีบ คลึงจมูก สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกได้จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดและไม่เป็นผลดีนัก หากถ้าแบ่งตามสรีรวิทยาของจมูกจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ... สันจมูก (กระดูกแข็ง) ปลายจมูก หรือด้านข้างจมูก (กระดูกอ่อน) ส่วนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สมควรทำการสัมผัสหรือบีบ คลึงเลย คือส่วนที่สองซึ่งเป็นบริเวณของกระดูกอ่อน เพราะมีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงค่อนข้างมาก การบีบตำแหน่งนี้จึงเสี่ยงต่อการอักเสบ และบวม ที่สำคัญภายในโพรงจมูกลูกน้อยที่คุณพ่อแม่ไม่เคยเห็นอาจมีก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติอื่นซ่อนอยู่ ดังนั้นหากเกิดความผิดปกติในเจ้าตัวน้อยที่ยังหายใจทางปากไม่เป็น อาจส่งผลให้ระบบหายใจของเขาเกิดความผิดปกติได้ อย่างไรก็ตามถ้าคุณพ่อคุณแม่คิดจะลองนวดสักครู่เพื่อทดสอบดูให้รู้ไปว่ามันไม่เป็นความจริง ขอให้นวด หรือใช้นิ้วชี้ดันด้านข้างจมูกของลูกเบาๆ แค่นั้นก็เพียงพอ และยังอยู่ในขอบเขตความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ ไม้หนีบ อุปกรณ์วิเศษ? ในเมื่อนิ้วมือที่ทั้งดุนทั้งดันกันแต่ยังเล็กยังไม่รอด ความพยายามต่อยอดค่านิยมให้กับเด็กที่กำลังโตขึ้นด้วยการใช้ “ไม้หนีบผ้า” คงไม่เป็นผลดีเท่าไร คุณพ่อคุณแม่ลองมาคิดทบทวนดูว่าหากไม้หนีบได้ผลจริงทำไมศัลยแพทย์เสริมความงามยังคงต้องใช้ซิลิโคนในการเสริมรูปจมูกให้สวยงาม จริงไหมคะ ที่สำคัญผลของไม้หนีบผ้าหากหนีบไปในระยะเวลานานๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกน้อยที่เป็นเจ้าของใบหน้าเจ็บๆ ชาๆ บริเวณดั้งแล้ว ยังอาจทำให้เกิดเลือดคลั่ง อักเสบ และติดเชื้อ เนื้อเยื่อบริเวณที่บีบอาจตายได้ เนื่องจากเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึง คราวนี้แทนที่ดั้งจะโด่งเราอาจได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม คือยุบ หรือผิดรูปแทน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตและให้คำแนะนำลูกน้อยที่เริ่มโตขึ้น และมีความสนใจในรูปลักษณ์ของตัวเองอย่างถูกต้องเพื่อให้ลูกรักของคุณพ่อคุณแม่ไม่เลือกใช้วิธีผิดแปลกและส่งผลเสียต่อความสวยหล่อ สมวัย และมีความสุขของพวกเขา ข้อแนะนำเสริมภูมิคุ้มกันลูกน้อยห่างไกลค่านิยมผิดๆ 1. สร้างความมั่นใจ ถึงแม้รูปลักษณ์จะสำคัญ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเปรียบเทียบหรือตำหนิใบหน้าของลูก หรือล้อเลียนว่าลูกดั้งแหมบ ดั้งบี้ หรือพูดให้ลูกรู้สึกว่าตนเองผิดปกติ (ทั้งๆ ที่ความจริงก็น่ารักสมวัย) จนลูกเกิดความกดดันและเสี่ยงทำพฤติกรรมผิดๆ 2. สร้างค่านิยมเรื่องความสามารถและนิสัยมากกว่ารูปลักษณ์ เพราะการเสพสื่อในปัจจุบันทำให้ลูกน้อยอยากมีใบหน้าสวยหล่อตามแบบดารา เพื่อให้ได้รับเงินหรือได้รับความสนใจ จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยการเสริมเรื่องจริยธรรมและการแข่งขันด้วยความสามารถแทน 3. ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับสื่อ หากลูกน้อยมีข้อสงสัยสอบถาม คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายและตอบคำถามตามข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ลูกรับสื่อผิดๆ จนอาจนำไปปฏิบัติให้เกิดความอันตรายแก่ตัวได้ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการกำหนดชีวิตของลูกรัก เริ่มต้นด้วยศึกษาและทำความเข้าใจกับความเชื่อของตนเอง และหมั่นชมเชยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อย แค่นี้ลูกของเราก็เป็น “คนพิเศษ” กว่าใครโดยไม่ต้องงัด ไม่ต้องพยายามแล้ว

ฝึกลูกเป็นเด็กสองภาษาด้วยเทคนิค 9 ข้อ
ภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการเรียนรู้ ผู้ใหญ่หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิต โดยมีภาษาเป็นใบเบิกทาง ดังนั้น การให้ลูกเรียนรู้ภาษาที่สองจึงเป็นสิ่งที่หลายครอบครัวมีความตั้งใจ ซึ่งการฝึกให้ลูกเป็นเด็กสองภาษานั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เรามีเทคนิค 9 ข้อ ซึ่งพ่อแม่สามารถสอนภาษาให้เจ้าตัวเล็กได้ตั้งแต่ยังอยู่ในท้องเลยด้วยซ้ำ 1. แม่ฟังอะไร หนูฟังด้วย ขณะตั้งครรภ์ให้คุณแม่ฟังเพลงหรือดูการ์ตูนภาษาอังกฤษ เพื่อให้ทารกคุ้นกับสำเนียง เพราะสิ่งที่แม่ฟัง ทารกในครรภ์ก็จะรับรู้ไปด้วย 2.กำหนดคนสอน เมื่อลูกคลอดควรกำหนดว่าใครจะพูดภาษาอังกฤษกับลูก ส่วนสมาชิกในครอบครัวคนอื่นพูดไทยได้ตามปกติ หรือให้ใน 1 วันใน 1 สัปดาห์ เป็นวันพูดภาษาอังกฤษเพื่อให้ลูกคุ้นกับสำเนียง 3. เวลาทองก่อน 7 ขวบ ช่วงตั้งแต่แรกเกิดถึง 7 ขวบเป็นช่วงที่สามารถฝึกภาษาให้เด็กได้ เพราะเด็กวัยหลัง 7 ขวบ จะค่อนข้างสอนยากหากเริ่มฝึกภาษาตอนโตอาจสับสนและต่อต้านได้ 4. สำเนียงต้นแบบต้องเป๊ะ ควรพูดกับลูกให้ถูกหลักและสำเนียงชัดเจน เพราะเด็กจะจดจำและแก้ไขยาก อย่างไรก็ตาม หากคุณแม่รู้สึกว่าสำเนียงเป๊ะในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องเหมือนเจ้าของภาษา เพียงแต่พยายามออกเสียงให้คล้ายที่สุดเท่านี้ก็พอแล้วค่ะ 5. Speak ทุกวัน คำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นั่ง ยืน กิน นอน ไป มา ควรพูดเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ลูกจำได้ แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็นประโยค เมื่อลูกโตขึ้น 6. เสริมภาษาอย่างหรรษา หนังสือ การ์ดคำศัพท์ สามารถใช้เป็นสื่อสอนภาษาอังกฤษกับลูกได้ รวมถึงการเปิดหนังหรือการ์ตูนให้ฟังสำเนียง หรือใช้เพลงสอนภาษาให้ลูกหัดเต้น จะทำให้เด็กๆ สนุกและจำคำศัพท์ได้แม่นยำ 7. อย่าจับหนูเรียนหนังสือ เด็กวัยนี้ชอบเล่นและเรียนรู้ ควรเน้นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันและพูดภาษาอังกฤษทุกวัน อย่าจับลูกมานั่งสอนเด็ดขาด 8. เปลี่ยนสถานที่สนทนา เมื่อไปนอกสถานที่ควรชวนลูกคุยและพูดศัพท์ใหม่ ๆ เกี่ยวกับที่นั้นๆ เพื่อให้เรียนรู้คำศัพท์เพิ่ม 9. ช้าแต่ชัวร์ ไม่ควรเร่งลูกในการเรียนภาษา เด็กจะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีขึ้นหากได้ใช้อย่างสม่ำเสมอ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งภาษาอังกฤษฝึกไปพร้อมๆ กับลูกได้ด้วยการดูซีรี่ส์ภาษาอังกฤษ โดยใช้การฟังและดูการกระทำของตัวละครบ่อยๆ จะสามารถจับความหมายของคำพูดได้เอง ที่สำคัญอย่ากดดันทั้งตัวเองและเจ้าตัวเล็ก ขอให้การเรียนภาษาเป็นเรื่องสนุกและเป็นกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันภายในครอบครัว ซึ่งเป็นบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี อย่ายัดเยียดให้เด็กเรียนมากเกินไป เพราะลูกของคุณอาจต่อต้านและทำให้การฝึกภาษาไม่เป็นผล

“เรียกร้องความสนใจ” เป็นปัญหาพัฒนาการไหมนะ
พฤติกรรม "เล่นใหญ่" ของเจ้าตัวเล็กวัย 2-3 ขวบ ด้วยการเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่ ทั้งการแสดงความเจ็บปวดเกินจริง คร่ำครวญ โวยวาย ฯลฯ โดยที่คุณพ่อคุณแม่มักแยกไม่ออกว่าลูกแค่เรียกร้องความสนใจ หรือเขามีปัญหาพฤติกรรมและพัฒนาการกันแน่ ดังนั้น วันนี้เราจะพามาหาคำตอบเพื่อให้คุณสังเกตและปรับพฤติกรรมนี้ของลูกกันค่ะ ช่วงวัยนี้หนูมีแต่ “เรียกร้อง” ลูกวัย 2-3 ขวบสามารถดูแลตัวเองได้เพียงเล็กน้อยค่ะ ไม่ถึงกับดีมากนัก ลูกมักเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางให้คุณพ่อคุณแม่ตามใจและทำตามที่เขาต้องการทั้งหมด นั่นเป็นเพราะเขายังต้องการความช่วยเหลือจากคุณอยู่ แม้จะวิ่งเล่นได้แต่ยังทำอะไรเองไม่ได้ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะรู้สึกว่าการร้องหรือทำอะไรในระดับที่เกินปกติจะทำให้ตัวเองจะได้รับความสนใจและการดูแลเป็นพิเศษ เรียกร้องแบบไหน... ไม่ปกติ คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตพฤติกรรมการเรียกร้องความสนใจตามปกติ และเรียกร้องมากเกินไปจนถือเป็นปัญหาของเจ้าตัวเล็กได้ดังนี้ค่ะ Ÿ ลูกเรียกร้องความสนใจแล้วหยุดไปเองเมื่อพ่อแม่ไม่ตอบสนองความต้องการ นั่นคือพฤติกรรมที่เกิดจากพัฒนาการตามปกติของลูก Ÿ หากลูกเคยได้รับการฝึกฝนวินัยเรียนรู้กฎระเบียบของการได้หรือไม่ได้สิ่งใดอย่างชัดเจนแล้ว ถึงเวลาลูกยังเรียกร้อง ไม่ยอมฟัง แบบนี้ถือว่าผิดปกติค่ะ เรียกร้องเกินไปกระทบต่อพัฒนาการไหมนะ หากคุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกเรียกร้องความสนใจมากเกินพอดีโดยไม่มีการปรับพฤติกรรมเลย อาการของเจ้าตัวเล็กอาจไม่หายไปเองและเป็นไปเรื่อยๆ เพราะเด็กหลายคนที่มีพฤติกรรมเรียกร้องแบบสุดๆ ถึงขั้นโวยวายไปถึงอายุ 6-7 ขวบถือว่าเป็นปัญหาค่ะ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากพัฒนาการด้านจิตใจที่ลึกๆ เกิดเพราะลูกไม่มั่นใจในตัวเอง ต้องการพึ่งพา ซึ่งการปล่อยไว้จะส่งผลให้เขาไม่มีความ นอกจากนี้หากมีอะไรมากระทบจิตใจเขาจะมีอารมณ์ขึ้นลงง่าย มีภาวะอารมณ์ไม่คงที่ ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมในอนาคต ปรับอย่างไรให้ลูกเลิกเรียกร้องและมีพัฒนาการที่ดี Ÿฝึกวินัยด้วยกฎที่ชัดเจนและสม่ำเสมอ เช่น อันนี้ทำได้ เล่นได้ กินได้ ฝึกต่อเนื่องอย่างน้อย 3-6 เดือน หากลูกยังไม่ดีขึ้น ต้องพาลูกไปพบคุณหมอเพื่อดูว่าเป็นปัญหาพฤติกรรมหรืออารมณ์ของลูกที่ทำให้ฝึกได้ยาก Ÿสังเกตตัวเอง ยอมรับฟังคนรอบข้าง อย่าฝังชิพในใจไว้ว่าเราเลี้ยงดีแล้ว ถูกแล้ว ลูกปกติ ไม่เปิดใจยอมปรับพฤติกรรมลูกก็จะยิ่งมีปัญหาพัฒนาการต่อเนื่องได้ Ÿสิ่งแวดล้อมต้องคงที่ คือ คนในบ้านต้องช่วยกันทั้งปู่ย่าตายาย รวมทั้งต้องระวังเรื่องลูกอาจเลียนแบบสื่อต่างๆ ที่อาจเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการทำร้ายตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจ หากสิ่งแวดล้อมไม่คงที่และมีสื่อต่างๆ ที่ลูกไม่เข้าใจ ก็จะทำให้เขาทำตามเพราะคิดว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ตัวเองต้องการ Ÿสอนด้วยเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ว่าที่ให้หรือไม่ให้เขาเพราะอะไร เพราะเขาจะจำสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำแล้วนำไปปฏิบัติต่อคนอื่นรวมทั้งต่อคุณพ่อคุณแม่เองด้วยค่ะ หัวใจสำคัญของการปรับพฤติกรรมเรียกร้องเกินไปคืออย่าทำให้ลูกไม่มั่นใจ หรือหวั่นไหว แต่ควรส่งเสริมให้ลูกเรียนรู้การเติบโตและอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะนั่นคือพื้นฐานที่ดีที่สุดให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้และอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขค่ะ

มาพัฒนาสมองลูกรักตามช่วงวัยกันเถอะ
พัฒนาการที่ดีของลูกน้อยคือสุดยอดปรารถนาของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสมองซึ่งมีความเชื่อมโยงสู่พัฒนาการด้านอื่นๆ ให้ดีได้ด้วย วันนี้เรานำเคล็ดลับการกระตุ้นและพัฒนาสมองลูกน้อยวัยเตาะแตะ 1 – 2 ขวบมาฝากกันค่ะ ลูกวัยนี้... พัฒนาสมองอย่างไรดีนะ 1 ขวบ: กระตุ้นด้านความจำ สมองของลูกรักวัย 1 ขวบ โดดเด่นมากเรื่องความจำค่ะ เป็นช่วงที่เขาจะจดจำใบหน้าของคนรอบข้างได้ จำเสียงได้ ดังนั้น การพัฒนาสมองลูกช่วงวัยนี้จึงต้องกระตุ้นได้ด้วยการอ่านหนังสือนิทานและร้องเพลงให้ลูกฟัง รวมทั้งการพูดคุยพร้อมๆ ไปกับการมองหน้ากัน ให้ลูกเห็นหน้าบ่อยๆ ปล่อยให้ลูกได้เล่นสนุกกับธรรมชาติ เล่นน้ำ ดิน ทราย เพื่อให้ได้มองเห็นธรรมชาติรอบตัว เรียนรู้เสียงนก เสียงผู้คน เสียงลมรอบตัว ให้เสียงเป็นเสมือนตัวกระตุ้นการมองและพัฒนาสมองของเขา เป็นการเชื่อมต่อเซลล์ประสาทให้สมองเล็กๆ นั้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ 1-2 ขวบ: กระตุ้นกล้ามเนื้อ เจ้าตัวเล็กวัย 1-2 ขวบมีความโดดเด่นมากเรื่องกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น เขาจะเริ่มก้าวเดินและทรงตัวได้ดีขึ้น พร้อมๆ กับการประสานการทำงานอย่างสัมพันธ์กันระหว่างกล้ามเนื้อแขน ขา มือ สามารถขีดเขียน แยกแยะความแตกต่างของอวัยวะในร่างกาย และสามารถกินอาหารเองได้แล้ว เหล่านี้คือกระบวนการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพทั้งสิ้น ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของลูกน้อยได้ทำงานบ่อยๆ เช่น ให้เขาได้กินอาหารด้วยตัวเอง หยิบจับสิ่งของต่างๆ ด้วยตัวเอง ได้ลองผิดลองถูก และต้องชวนลูกพูดคุยอยู่เสมอเพื่อฝึกเรื่องการใช้ภาษาซึ่งเป็นทักษะสำคัญอีกอย่างหนึ่งของวัยนี้ด้วย การกระตุ้นและพัฒนาสมองของลูกให้ตรงจุดตามช่วงวัยของเขาเป็นสิ่งสำคัญมากนะคะ เพราะจะช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะความสามารถในการใช้ชีวิต มีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิด กล้าทำ สามารถต่อยอดสู่การเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ในอนาคตได้อย่างดี ดังนั้น อย่าลืมเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสโลกรอบตัวและใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนในการเรียนรู้โลกนะคะ รับรอง... เวิร์ค

ลูกถนัดมือซ้ายกระทบพัฒนาการไหม
เรื่องความถนัดมือขวาหรือมือซ้ายของลูกน้อยนี้ดูจะเป็นอีกหนึ่งความว้าวุ่นใจของคุณพ่อคุณแม่ บางบ้านคร่ำเคร่งกับการฝึกให้ลูกถนัดขวาเหลือเกินเพราะกลัวว่าการถนัดซ้ายจะกลายเป็นพัฒนาการที่ผิดปกติของลูก ดังนั้น เรามาไขข้อข้องใจเรื่อง “ความถนัดมือซ้าย” ของลูกน้อยกันค่ะว่าดีหรือไม่ อย่างไร รู้ตอนไหนว่าลูกถนัดซ้ายหรือขวา โดยปกติเจ้าตัวเล็กจะมีพัฒนาการความถนัดซ้ายหรือขวาอย่างชัดเจนในช่วงวัย 1-3 ขวบค่ะ หากความถนัดของเขามาก่อน 1 ขวบคุณพ่อคุณแม่ต้องระวังแล้วเพราะเสี่ยงต่อการที่กล้ามเนื้อมือข้างที่ไม่ถนัดอาจอ่อนแรงได้เพราะถูกใช้งานน้อยกว่า ซึ่งตามพัฒนาการแล้วช่วงอายุ 0-1 ขวบลูกควรใช้มือ แขน และขาทั้งสองข้างเท่าๆ กัน และพัฒนาความถนัดช่วง 1-3 ขวบ หากเกิน 3 ขวบไปแล้วลูกน้อยใช้มือไหนบ่อยๆ แสดงว่าเขาถนัดข้างนั้นแล้วค่ะ กระตุ้นพัฒนาการอย่างไรเมื่อลูกรักถนัดซ้าย คุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการถนัดซ้ายของลูกนั้นไม่ใช่ความผิดปกติทั้งทางกล้ามเนื้อร่างกายและสมอง และไม่ใช่ความผิดปกติทางพัฒนาการแต่อย่างใด การกระตุ้นและส่งเสริมพัฒนาการจึงมีวิธีการไม่ต่างจากลูกที่ถนัดมือขวาเลย เช่น ส่งของให้ลูกจับเพื่อกระตุ้นการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและการทำงานประสานกันระหว่างสายตาและมือ ระหว่างส่งของให้ควรพูดคุยชักชวนให้ลูกจับด้วย เป็นการฝึกทักษะการฟังและการสื่อสารไปพร้อมกัน เมื่อลูกหยิบจับสิ่งของได้ให้รางวัลเป็นคำชมเชยและอ้อมกอดอุ่นๆ แค่นี้ก็ดีต่อใจแล้ว เปลี่ยนจากมือซ้ายเป็นมือขวาได้ไหมนะ เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักต้องการให้ลูกถนัดมือขวา อาจเพราะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการเขียนหนังสือ การกินอาหาร รวมถึงการเล่นดนตรีบางชนิด จึงมีความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนให้ลูกมาใช้มือขวาแทน ซึ่งสามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงวัย 1-2 ขวบค่ะ • เริ่มจากค่อยๆ ส่งของให้เจ้าตัวเล็กทางด้านขวาของเขา • ส่งเสียงกระตุ้นให้ลูกใช้มือขวาหยิบจับสิ่งของ พร้อมให้คำชมเชยเมื่อลูกยอมใช้มือขวา • อย่าดุหรือลงโทษหากลูกน้อยใช้มือข้างซ้าย แต่ควรพูดจากระตุ้นให้เขาใช้มือขวาอยู่เรื่อยๆ สักระยะเขาจะมีพัฒนาการที่กลมกลืนและหันไปใช้มือขวาแทน • หากพยายามเปลี่ยนจากการใช้มือซ้ายมาเป็นมือขวาหลังลูกน้อยอายุเกิน 3 ขวบไปแล้ว อาจทำให้การพัฒนาของกล้ามเนื้อมัดเล็กที่ดีอยู่แล้วแย่ลงไป เช่น ลูกมีลายมือแย่ลง การประสานของสายตากับมือขวาสู้มือซ้ายไม่ได้ ดังนั้น ปล่อยไปค่ะ ถนัดซ้ายไม่ใช่เรื่องผิด ประเด็นสำคัญเรื่องความถนัดซ้ายหรือขวาของลูกไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะถนัดข้างไหนนะคะ แต่สำคัญที่เขาสามารถใช้มือข้างที่ถนัดทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ดีตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยหรือไม่ต่างหาก ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรไปฝืนใจลูกและปล่อยให้เขาได้ใช้มือแต่ละข้างไปตามธรรมชาติดีที่สุด

สังเกตให้ดีลูกวัยเตาะแตะกำลังจะเอาแต่ใจหรือเปล่า
เคยสังเกตกันไหมคะว่าเวลาที่ลูกน้อยของเรากำลังจะเอาแต่ใจเขาจะแสดงออกด้วยวิธีการแบบไหน แล้วถ้าเจ้าตัวเล็กร้องไห้งอแงแบบนี้เรียกว่าเอาแต่ใจหรือเปล่า วันนี้จะชวนมาเรียนรู้พฤติกรรมเอาแต่ใจของลูกกันค่ะ ทำความเข้าใจ “การเอาแต่ใจ” ของลูก มีงานวิจัยพบว่ายิ่งพ่อแม่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกได้เร็วเท่าไรไม่ว่าเขาจะร้องไห้งอแงอยู่หรือไม่ก็ตาม จะส่งผลให้ลูกมีความสุขและเป็นตัวของตัวเองได้มาก เพราะลูกน้อยจะเรียนรู้และรู้สึกปลอดภัยทุกครั้งเมื่อมีพ่อแม่อยู่ด้วยเสมอยามเขาต้องการค่ะ พฤติกรรมงอแงของเด็กวัยเตาะแตะก็เช่นกันถือเป็นพัฒนาการปกติของเด็กวัยนี้ค่ะ สัญญาณที่บ่งบอกว่าลูก ชอบเอาแต่ใจ งอแง ปฏิเสธอาหารที่คุณแม่ทำให้ ต้องเปลี่ยนเป็นอาหารอื่นถึงยอมกิน ถ้าเป็นแบบนี้ซ้ำๆ แสดงว่าลูก เริ่มเอาแต่ใจตัวเองแล้วค่ะ ไม่ยอมทำตามที่คุณพ่อคุณแม่บอกหรือสื่อสาร ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรเริ่มสอนให้ลูกรู้จักการมีกำหนดกฎเกณฑ์ ป้องกันการแสดงอาการงอแง ดื้อดึง และเรียกร้องความสนใจและการเอาแต่ใจตัวเองเมื่อโตขึ้นค่ะ คอยพึ่งพาคุณพ่อคุณแม่ตลอดเวลา ไม่ยอมนอนเมื่อคุณแม่ไม่อยู่ด้วย หรือไม่ยอมให้คุณแม่ทำอะไรเลย เริ่มใส่อารมณ์และร้องตะโกนเมื่อไม่พอใจ เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นว่าลูกรักเริ่มเอาแต่ใจค่ะ วิธีที่ดีที่สุดในการแก้ไขการเอาแต่ใจของลูกคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่เลี้ยงลูกแบบตามใจค่ะ ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตัวเองบ้าง หากเขาร้องงอแงอย่างไรเหตุผลคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็ง นิ่ง และคุยด้วยเหตุผล ลูกจะเรียนรู้ได้เองว่าอะไรที่เขาควรได้ อะไรที่เขาต้องทำตามกติกาของบ้านค่ะ

ชวนลูกมา “กระโดดโลดเต้น” อย่างปลอดภัย
การกระโดดโลดเต้นนั้นเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสุดโปรดของเด็กทุกวัยซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของเขา แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอีกขั้นของลูกรัก และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัยให้แข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยค่ะ ลูกแต่ละวัยซุกซนโลดเต้นแบบไหนกัน ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจลักษณะการกระโดดโลดเต้นที่ลูกแต่ละวัยชื่นชอบและสามารถทำได้กันก่อนค่ะ เพื่อให้เรามีข้อมูลไว้สำหรับเซฟเจ้าตัวเล็กให้ปลอดภัยได้อย่างถูกต้อง Ÿลูกวัย 1-1 ขวบครึ่ง จะเริ่มเดินได้และเริ่มอยากเรียนรู้ที่จะปีนขึ้นบันได คุณพ่อคุณแม่จึงต้องช่วยดูแลและสอนลูกอย่างใกล้ชิดทั้งตอนขึ้นและลง และต้องมีรั้วกั้นบันไดไม่ให้เด็กขึ้นลงได้เองด้วยค่ะ Ÿลูกวัย 2 ขวบ ไม่ใช่แค่ชอบปีนบันได หรือสนุกกับเกาะราวเดินขึ้นลงบันไดเท่านั้นค่ะ แต่ยังชอบกระโดดโลดเต้นอีกด้วย คุณพ่อคุณแม่ต้องคอยช่วยดูแลหัดให้ลูกใช้มือข้างหนึ่งจับราวบันได แล้วค่อยๆ ก้าวเดินทีละขั้น ระวังอย่าให้กระโดดข้ามขั้นนะคะ กระโดดโลดเต้นเล่นอย่างปลอดภัยได้ความแข็งแรง พ่อแม่ที่มีลูกชอบเล่นกระโดด ปีนป่ายคงต้องยอมเล่นกับเขาหน่อยค่ะ อย่ามัวแต่ห้าม เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่าพัฒนาการของเขากำลังได้รับการฝึกฝนต่อยอด ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องสาธิต สอน บอกวิธีการปีนป่าย กระโดดโลดเต้นอย่างถูกที่ถูกทางและถูกวิธีค่ะ Ÿให้ลูกเล่นปีนป่ายเชือก อาจซื้ออุปกรณ์มาทำเองที่บ้าน หรือชวนกันไปเล่นตามสวนสนุกก็ได้ค่ะ ชวนลูกขีดเส้นเล่นกระโดดไปตามช่อง ทั้งกระโดดเท้าคู่และกระโดดแบบเขย่งขาเดียว Ÿ ชวนกันกระโดดโลดเต้นไปบนพื้นทรายซึ่งมีความยืดหยุ่นและรองรับน้ำหนักของลูกได้ดี แต่ต้องแน่ใจนะคะว่าไม่มีเศษไม้ เศษหินที่จะก่ออันตรายกับเท้าเล็กๆ นั้น พลังเหลือเฟือของลูกวัยเตาะแตะนี้จะทำให้เขากระโดดโลดเต้นไม่รู้จักเบื่อ วิ่งไปโน่นนี่ไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นผลดีที่จะทำให้เขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สุขภาพจิตที่แจ่มใส สมองปลอดโปร่งพร้อมรับทุกการเรียนรู้ต่อไปนะคะ ดังนั้น ปล่อยให้เขาได้กระโดดตามใจภายใต้การดูแลของคุณพ่อคุณแม่อย่างใกล้ชิด... สนุกได้แต่ต้องปลอดภัยด้วยค่ะ