ลูกรักวัยซน
บทความยอดนิยม
บทความลูกรักวัยซนอัพเดตล่าสุด
สารพัดปัจจัยทำลูกนอนน้อย
โดยปกติแล้วเด็กทารกจะนอนหลับติดต่อกันครั้งละ 4 ชั่วโมง แต่ทารกบางคนกลับนอนน้อยมาก ครั้งละประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น ดังนั้นการทำความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหาไม่ยอมนอนของลูกวัยทารก จะช่วยให้คุณแม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุดค่ะ หากพร้อมแล้วลองสังเกตสิว่า... - ลูกไม่สบายหรือเปล่า สาเหตุไม่ยอมนอนอาจเกิดจากลูกมีไข้ ตัวร้อน แน่นท้อง ท้องอืดหรือเฟ้อได้ค่ะ ดังนั้นอย่าลืมเช็กสุขภาพของลูกก่อนเป็นอันดับแรกนะคะ - ยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ใหม่ มักเกิดกับทารกที่เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลค่ะ ความรู้สึกไม่ชินหรือแปลกที่ก็มีส่วนกับการนอนหลับได้โดยตรงเลยละค่ะ - นอนกลางวันมากเกินไป เพราะนอนกลางวันจนเต็มอิ่ม กลางคืนจึงตาสว่าง - ที่นอนไม่เอื้อต่อการนอน เด็กๆ ก็เหมือนผู้ใหญ่ที่นอนเตียงแข็งไปหรือนิ่มไปก็จะรู้สึกไม่สบายตัว คุณแม่จึงควรจัดให้ลูกนอนในเตียง เปล และเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อรองรับต่อสรีระของลูก แข็งแรงทนทาน มีคุณภาพมาตรฐาน ไกวด้วยความเร็วสม่ำเสมอและนุ่มนวลเพื่อลูกน้อยนอนหลับสนิทตลอดคืน - มีเสียงดังรบกวน เช่น เสียงโทรทัศน์ เสียงคุยกัน เสียงปิดประตู ฯลฯ รบกวนการนอนของลูกจนพานให้สะดุ้งตื่นและหลับไม่สนิท - แสงในห้องสว่างเกิน แสงที่ส่องมายังห้องลูกอาจกระตุ้นความสนใจของลูกจนไม่ยอมนอน ข้อมูลข้างต้นเป็นปัจจัยสำคัญที่รบกวนการนอนหลับของลูกค่ะ ดังนั้นเมื่อพบสาเหตุของปัญหาแล้วก็อย่าลืมรีบจัดการปัญหา เพื่อลูกน้อยจะได้หลับง่ายและหลับสนิทตลอดวันนะคะ

รับมือคุณลูกขี้เบื่ออาหาร
การสรรหาเมนูที่ถูกปากลูก ได้สารอาหารครบถูกใจคุณแม่มาให้สมาชิกตัวเล็กในบ้าน ดูจะเป็นปัญหาที่บรรดาคุณแม่ทั้งหลายต่างเคยประสบกันมาแล้วโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมื่อเจอเจ้าตัวเล็กเลือกกิน ปัญหาเรื่องบนโต๊ะอาหารจึงกลายเป็นปัญหาครอบครัวได้เลยทีเดียว ลองนำเคล็ดลับที่เรานำมาฝากไปใช้ คุณแม่จะไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องปากท้องของลูกน้อยอีกต่อไป สร้างบรรยากาศการกิน คุณแม่หลายท่านพิถีพิถันเลือกอาหารที่มีประโยชน์ครบคุณค่าให้กับลูกของตัวเอง แต่กลับเปล่าประโยชน์เพราะเจ้าตัวเล็กแทบไม่อยากแตะอาหาร การสร้างบรรยากาศให้มื้ออาหารเป็นเวลาของครอบครัว กินข้าวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก จะทำให้ลูกเพลิดเพลินและอร่อยกับอาหารมากกว่าการปล่อยให้ลูกกินเพียงลำพัง หรือแยกกินระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งในบางมื้ออาจเตรียมอาหารของผู้ใหญ่โดยปรับรสชาติให้เหมาะสมกับเด็กมาขึ้นโต๊ะอาหารบ้าง ลูกก็จะรู้สึกดีที่ได้กินอาหารเหมือนผู้ใหญ่ค่ะ สลับเมนูแก้เบื่อ การให้ลูกกินอาหารเมนูเดิมซ้ำๆ จะทำให้เจ้าตัวเล็กเบื่ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ขาดไม่ได้และเป็นมื้อสำคัญ ที่ให้พลังงานสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ การสลับสับเปลี่ยนเมนูให้มีความหลากหลายและเพื่อให้ลูกได้มีทางเลือก ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กมีจำเจกับอาหารเดิมๆ ขอให้หนูมีส่วนร่วม การให้ลูกมีส่วนร่วมในการเสนอเมนูที่เขาอยากกิน โดยการถามความเห็นลูกว่ามื้อเย็นบ้านเราจะกินอะไรกันดี หรือให้ลูกมีส่วนร่วมในการประกอบอาหารเขาเสนอ เช่น หยิบของจากตู้เย็น จะทำให้ลูกกระตือรือร้นกับมื้ออาหารและรู้สึกว่าการกินอาหารมื้อนั้นอร่อยมากขึ้น ฟาสต์ฟู้ดบ้างก็ได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมากขึ้น และบางครั้งทำให้เจ้าตัวเล็กในบ้านอยากจะลองกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ้าง ซึ่งคุณแม่สามารถสร้างสรรค์ฟาสต์ฟู้ดโฮมเมดที่มีคุณค่าอาหารครบครันให้ลูกได้ที่บ้าน เช่น พิซซ่า เฟรนซ์ฟราย แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ซึ่งเป็นเมนูที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่จำเจ สามารถคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ และควบคุมการปรุงรสได้ด้วยตัวคุณแม่เอง เติมสารอาหารให้ลูกน้อย ในทุกมื้อของลูกรักคุณแม่ต้องไม่ลืมเติมสารอาหารที่จำเป็นให้ครบถ้วนด้วย หลักๆ แล้วอาหารที่วัยซนต้องได้รับอย่างเต็มที่ก็คือ... Ÿโปรตีน ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ได้จากเนื้อ นม ไข่ Ÿ วิตามิน ช่วยการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง ได้จากผักและผลไม้ Ÿ แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟันของลูกให้แข็งแรง ได้จากนม ปลาเล็กปลาน้อยทอดทั้งตัว ธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ได้จาก ตับ ถั่ว และเนื้อแดง เมื่อหมดปัญหาเรื่องอาหารการกินของเจ้าตัวเล็กแล้ว อย่าลืมให้ลูกออกกำลังกาย เพราะหากเด็กไม่ออกกำลังกายจะทำให้การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและร่างกายไม่ดีนัก จึงควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้ง พาไปเที่ยว อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่น การปล่อยให้ลูกเล่นซนโดยอยู่ในสายตา ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อแขนขา การเต้นของหัวใจ และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายแข็งแรงสมวัย และยังช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้เรียนรู้การเข้าสังคมจากการได้เล่นกับเพื่อนอีกด้วยค่ะ

วินัยการกินของลูก เรื่องสำคัญที่ต้องฝึกฝน
เรื่องกินของเจ้าตัวเล็กนั้นเป็นปัญหาปวดหัวของคุณพ่อคุณแม่ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะการกินไปเล่นไป ไม่อยู่นิ่งจนต้องวิ่งป้อน ซึ่งหากลูกมีพฤติกรรมแบบนี้ตอนอยู่นอกบ้านไม่ดีแน่ๆ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับฝึกวินัยการกินให้ลูกรักมาฝากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ วินัยการกินสำคัญอย่างไรกับลูก การกินอาหารนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของการเคี้ยวให้ละเอียดแล้วกลืนค่ะ แต่ลูกน้อยจำเป็นต้องเรียนรู้ระบบ ระเบียบ แบบแผนต่างๆ ด้วยว่าเขาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรระหว่างกินอาหาร ไม่ใช่กินให้อิ่มท้องแล้ววิ่งไปเล่นต่อแบบไม่มีมารยาททางสังคมบนโต๊ะอาหาร ไม่ได้ให้ปิดกั้นอิสระระหว่างกินอาหารของลูกนะคะ แต่เจ้าตัวเล็กต้องเรียนรู้ว่าขณะนั้นเป็นเวลาสำหรับอะไรและควรนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารเพื่อหม่ำอาหารอย่างมีความสุขค่ะ วินัยในมื้ออาหารฝึกได้ไม่ยาก การฝึกวินัยในการกินอาหารให้กับลูกสามารถทำได้หลากหลายวิธี คุณพ่อคุณแม่สามารถนำขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เลยค่ะ เริ่มกันที่... 1. ลูกรักต้องรู้ค่ะว่าเวลาอาหารของที่บ้านคือเวลาไหน โดยคุณแม่ควรเตือนให้ลูกเตรียมตัวก่อนเวลาอาหาร 10-15 นาที เช่น บอกให้ลูกเก็บของเล่นให้เรียบร้อย ล้างมือ และชวนกันเตรียมจัดโต๊ะอาหาร 2. ฝึกให้ลูกนั่งกินอาหารที่โต๊ะซึ่งคุณแม่ควรนั่งกินไปพร้อมกันด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างการกินอย่างมีมารยาท เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าสถานที่นี้ควรทำอะไร และจะได้ทำอะไรหลังจากนี้ ไม่ควรวิ่งป้อนข้าวลูกหรือเดินตาม และไม่ควรเปิดการ์ตูน มือถือ หรือทีวีระหว่างการกินอาหารนะคะ 3. กำหนดระยะเวลาให้ลูกกิน เช่น 20 นาที หรือ 30 นาที ถ้าเลยกำหนดนี้ให้เก็บอาหาร แต่ถ้าเจ้าตัวเล็กงอแงเพราะความหิวควรใจแข็งแล้วให้เขารอจนถึงมื้ออาหารถัดไป อย่าใจอ่อนนะคะ 4. ใช้เวลาบนโต๊ะอาหารอย่างมีคุณภาพ อธิบายให้ลูกฟังเกี่ยวกับคุณประโยชน์ โภชนาการของอาหารผ่านการเล่านิทาน หรือยกตัวอย่างแบบง่ายๆ ให้ลูกฟังเขาจะได้ไม่เบื่อค่ะ 5. คุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำเมนูใหม่ๆ ให้ลูกได้รู้จักเสมอ ไม่ใช่ปรุงเมนูเดิมๆ ให้กินทุกวัน เจ้าตัวเล็กจะได้รับมือกับอาหารแปลกใหม่นอกบ้านได้ค่ะ วินัยบนโต๊ะอาหารนั้นเป็นตัวกำหนดรากฐานพฤติกรรมที่ดีของลูกให้รู้ว่าเวลาไหนควรทำหรือไม่ทำอะไร ซึ่งจะเป็นสิ่งติดตัวเขาไปจนกระทั่งโตค่ะ เมื่อฝึกวินัยด้านนี้ได้สำเร็จ วินัยการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ของเขาจะตามมาได้ไม่ยากค่ะ

พ่อจ๋าแม่จ๋า ดูแลหัวใจหนูด้วยนะ
หากค้นให้ลึกเราจะรู้ว่าลูกน้อยนั้นมีความต้องการที่หลากหลาย โดยเฉพาะความต้องการทางด้านจิตใจ ซึ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนเชื่อมโยงถึงความรักความอบอุ่นที่เขาได้รับจากคนรอบข้าง ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจและหมั่นสังเกตความต้องการเหล่านั้นของลูก วันนี้เรารวบรวมความต้องการด้านจิตใจของเจ้าตัวเล็กมาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เก็บเป็นข้อมูลเพื่อปรับใช้กับหัวใจดวงน้อยๆ ของลูกรักค่ะ • หัวใจหนูต้องการ “รัก” เจ้าตัวเล็กทุกคนล้วนต้องการได้รับความรักความอบอุ่น เป็นที่ยอมรับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่ต้องการและมีค่า ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรโอบกอด หอมแก้ม และบอกรักเจ้าตัวเล็กทุกๆ วัน เพื่อให้เขารับรู้ความรักที่เรามีให้ ที่สำคัญคือเป็นความรักที่มอบให้อย่างเหมาะสม ไม่ใช่รักมากอย่างไม่มีขอบเขต ตามใจโดยไม่มีเหตุผลจนทำให้ลูกรักเอาแต่ใจนะคะ • หนูต้องการความมั่นคงทางใจ ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยของลูกน้อยเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดยเฉพาะจากคุณพ่อคุณแม่ค่ะ ถ้าสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวเป็นไปด้วยดีมีความอบอุ่นอบอวลด้วยความรัก ลูกน้อยจะรู้สึกว่าเขาได้อยู่ในที่ที่ดีและมีความมั่นคงทางด้านจิตใจมากที่สุดแล้ว สภาพจิตใจของลูกก็จะแข็งแกร่งไม่อ่อนไหว ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องแสดงความรักต่อกันบ่อยๆ และอย่าทะเลาะกันให้เจ้าตัวเล็กเห็นเป็นอันขาดเลยนะคะ • หนูต้องการความมั่นใจนะ เมื่อเจ้าตัวเล็กได้รับการส่งเสริมให้ทำสิ่งต่างๆ ตามพัฒนาการช่วงวัย เช่น วัยเบบี้ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่อุ้ม สัมผัส ยิ้มและส่งเสียงให้เขาได้ยิน วัยเตาะแตะต้องการเล่นและพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่ ได้ฝึกใช้สายตาและมือ ฝึกใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ตามการกระตุ้นของพ่อแม่ เหล่านี้ส่งผลทางจิตใจต่อลูกรักโดยเขาจะรู้สึกว่าได้รับความรัก ความใส่ใจ รู้สึกสนุกและอยากทดลองทำเพื่อสร้างประสบการณ์ของตัวเอง สร้างความรู้สึกมั่นใจและกล้าแสดงออกให้เขาได้ค่ะ • หนูต้องการโอกาสในการสร้างสรรค์ ลูกรักของเรานั้นมีพลังงานในร่างกายเต็มเปี่ยมค่ะ ดังนั้น อย่าละเลยเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์ทั้งการเล่นกีฬา การเล่นเกมฝึกสมอง การลงมือทำงานศิลปะหรืองานประดิษฐ์สักชิ้น ลูกจะรื้อค้นทำเลอะเทอะก็ปล่อยไปก่อนค่ะ ให้เขาได้ทำแล้วช่วยกันเก็บช่วยกันล้างทำความสะอาดทีหลังได้ ลูกจะได้มีอิสระทางความคิด ไม่กดดัน ร่าเริงแจ่มใส มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักรับผิดชอบ และกล้าแสดงออกค่ะ เด็กแต่ละคนก็มีความต้องการแตกต่างกัน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตและใส่ใจความต้องการของลูกรักเพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการตอบสนองความต้องการของเขา รับรองว่าทำแล้วดีต่อใจลูกน้อยแน่นอนค่ะ

5 วิธีฝึกไม่ให้ลูกฉี่รดที่นอน
การที่ลูกน้อยฉี่รดที่นอนนั้นเป็นเพราะว่ากระเพาะของเขายังเล็กอยู่ และยังไม่เข้าใจว่าอาการปวดว่าแบบไหนที่เขาต้องรีบเข้าห้องน้ำ แต่คุณแม่สามารถสังเกตและฝึกการฉี่ให้ลูกได้นะคะ ลองแบบนี้ดูค่ะ ฝึกขับถ่ายระหว่างวัน เริ่มจากในระหว่างวันลองชวนลูกให้เข้าห้องน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมงเพื่อหัดฉี่ ทำทุกวัน เจ้าตัวเล็กจะเกิดความเคยชิน ทั้งนี้ คุณแม่ควรฝึกให้ลูกใช้ห้องน้ำหรือกระโถนตั้งแต่อายุ 1 ขวบครึ่งถึง 3 ขวบครึ่ง ไม่ควรเกินไปกว่านี้ เพราะจะทำให้เจ้าตัวเล็กมีอาการติดการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ค่ะ งดของเหลว 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน การให้เจ้าตัวเล็กกินน้ำหรือนมมากเกินไปก่อนนอน โดยเฉพาะช่วง 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เขาฉี่รดที่นอนนะคะ เพราะจะทำให้ลูกปวดฉี่บ่อย คุณแม่ควรให้เขาลูกดื่มน้ำมากขึ้นในช่วงเช้าถึงบ่ายแทนค่ะ ปลุกให้ขับถ่ายในช่วงกลางคืน คุณแม่ต้องตื่นมาเตือนลูกให้ฉี่ หรือลองใช้วิธีตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อให้ลูกตื่นขึ้นมาฉี่ระหว่างคืน สักประมาณ 3 ชั่วโมงต่อครั้งก็ได้ค่ะเพื่อให้ลูกเกิดความเคยชิน โดยคุณแม่ต้องเปิดไฟในห้องน้ำรอไว้ให้เขาเลย หรือเตรียมกระโถนไว้ให้ข้างเตียงก็ได้ค่ะ เมื่อเขาทำเป็นประจำแล้ว ไม่นานเมื่อถึงเวลาปวดฉี่เขาจะสามารถตื่นและเรียกคุณแม่เองได้เองค่ะ ฝึกให้ลูกรู้จักบอกความต้องการ คุณแม่ต้องรู้ว่าอาการแบบนี้ลูกปวดฉี่แน่ๆ เช่น บิดตัว หรือจับกางเกง เด็กบางคนอาจจะฉี่ออกมาแล้วจึงบอกคุณแม่ ดังนั้น ต้องค่อยๆ อธิบายและฝึกให้เขารู้จักบอกความต้องการไปนะคะ เช่น ก่อนนอนบอกลูกว่าถ้าหนูปวดฉี่ให้เรียกคุณแม่นะคะ เดี๋ยวเราลุกไปเข้าห้องน้ำกัน เป็นต้นค่ะ ชมเชยเมื่อลูกได้ทำดี เมื่อลูกสามารถควบคุมการปัสสาวะได้ และไม่ฉี่รดที่นอน คุณแม่ควรพูดจาชื่นชมเพื่อเป็นกำลังใจให้กับลูก การฉี่รดที่นอนเป็นเรื่องปกติของเด็กทุกคนนะคะ อย่าทำโทษหรือดุว่าลูก แต่ควรพยายามฝึกเขาอย่างสม่ำเสมอ อย่าท้อ และที่สำคัญคืออย่าให้เกิดการล้อเลียนขึ้นในครอบครัวนะคะ เพราะเขาอาจเกิดการต่อต้านการใช้ห้องน้ำไปเลยก็ได้

“อ่าน” อย่างไรให้ลูกถูกใจและมีความสุข
“การอ่าน” ถือเป็นทักษะสำคัญที่ต้องส่งเสริมให้ลูกรัก เพราะโลกของนั้นหนังสือนั้นเต็มไปด้วยจินตนาการที่จะพาให้ลูกได้ฝึกคิดตามไปพร้อมกับการฝึกทักษะทางภาษาที่แข็งแรงด้วย แต่การจะชวนเจ้าตัวเล็กอ่านหนังสือก็ต้องมีเคล็ดลับดึงดูดใจกันหน่อยค่ะ ไม่อย่างนั้นเขาอาจไม่มีสมาธิมากพอที่จะจดจ่อกับการอ่านก็ได้ ลองใช้เคล็ดลับต่อไปนี้ในการอ่านให้ถูกใจเจ้าตัวเล็กสิค่ะ 1. อ่านสิ่งที่เหมาะสม คุณพ่อคุณแม่ต้องหาหนังสือเหมาะกับวัยของลูก หรือเป็นหนังสือที่เจ้าตัวเล็กจะสามารถทำกิจกรรมไปด้วยได้ เช่น หนังสือเสียง หนังสือ pop up ฯลฯ 2. อ่านไปถามไป เป็นการกระตุ้นพัฒนาการด้านต่างๆ ให้ลูกน้อยทั้งการสังเกต การแยกสี การทำความเข้าใจและใช้เหตุผล เช่น สัตว์ตัวไหนมีสีเหลือง เจ้าเหมียวกินอะไรอยู่นะ ทำไมเจ้าตูบถึงเห่าล่ะ เหล่านี้จะช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดแบบมีเหตุมีผลของลูกได้ค่ะ 3. ดีไซน์เสียงขณะอ่าน เคล็ดลับนี้สามารถใช้ได้กับการเล่านิทานซึ่งจะสร้างความเพลิดเพลินให้ลูกรักค่ะ ไม่ได้บอกว่าต้องทำตัวเป็นนักพากย์มืออาชีพหรอกนะคะ แต่การทำเสียงให้มีจังหวะจะโคนสูงบ้างต่ำบ้างจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของลูกให้คล้อยตามได้อย่างสนุกสนานเลยค่ะ 4. แกล้งอ่านผิดบ้าง หากนิทานเรื่องโปรดของลูกนั้นถูกเล่ามาอย่างโชกโชนจนเจ้าตัวเล็กจำได้ขึ้นใจแล้ว ลองแกล้งอ่านผิดดูสิคะ รับรองว่าลูกจะรีบท้วงขึ้นมาทันทีเลยว่าไม่ใช่นะ ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถถามต่อได้ว่า เอ... แล้วที่ถูกต้องคืออะไรนะลูก วิธีนี้จะช่วยฝึกสมาธิ การฟัง และทักษะด้านการจำของลูกได้อย่างดีเชียว 5. ลูกลองเล่าบ้างสิ เปิดโอกาสให้เจ้าตัวเล็กได้เล่านิทานในแบบของเขาบ้าง โดยมีคุณพ่อคุณแม่ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดี ตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาเล่า จะช่วยให้ลูกมั่นใจ และสามารถสร้างความภูมิใจในตัวเองให้ลูกได้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของลูกรักนักคิดและกล้าแสดงออกค่ะ ​​​​​​​ 6. ต่อยอดกิจกรรมจากการอ่าน หนังสือบางเล่มจะมีกิจกรรมต่างๆ ให้เจ้าตัวเล็กได้สนุกเพลิดเพลิน เช่น เกมจับคู่ ทายภาพ เป็นต้น หรือคุณพ่อคุณแม่จะชวนกันดัดแปลงเรื่องราวในหนังสือออกมาทำกิจกรรมต่อยอดก็ได้ค่ะ เช่น หุ่นนิ้วจากถุงเท้าคู่เก่า นิทานกระดาษแผ่นเดียว เป็นต้น เหล่านี้จะช่วยพัฒนาทักษะสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และกล้ามเนื้อมัดเล็กของลูกด้วยนะคะ กิจกรรมอ่านหนังสือ เล่านิทาน ไม่ใช่เพียงตัวช่วยสำคัญในการต่อยอดพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ของลูกเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้คุณพ่อคุณแม่ได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกับเจ้าตัวเล็กอย่างเต็มที่อีกด้วย... วันนี้อย่าลืมชวนลูกหยิบนิทานดีๆ สักเล่มมานั่งอ่านด้วยกันนะ