ลูกน้อยแรกเกิด - 1 ขวบ
บทความยอดนิยม
บทความลูกน้อยแรกเกิด - 1 ขวบอัพเดตล่าสุด
เคล็ดลับเพื่อคุณแม่มือใหม่กับการดูแลลูกวัยแรกเกิด
สำหรับคุณแม่มือใหม่แล้วการดูแลลูกรักวัยแรกเกิดอาจเป็นภารกิจที่ท้าทายอย่างมากเลยนะคะ ด้วยความใหม่ต่อการรับหน้าที่คุณแม่บางครั้งจึงอาจงกเงิ่น ทำอะไรไม่ค่อยถูกบ้าง ใจเย็นๆ ตั้งสติค่ะ ลองเริ่มจากการดูแล 3 เรื่องสำคัญต่อไปนี้ก่อนสิคะ 1. ต้อง “สะอาด” มากที่สุด ลูกรักวัยแรกเกิดนั้นบอบบางยิ่งกว่าแก้วเจียระไนค่ะเพราะเขายังไร้ซึ่งภูมิต้านทานแทบทุกสิ่ง ดังนั้น ความสะอาดจึงถือเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันใส่ใจมากที่สุด โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน โดยอาหารที่ดีที่สุดสำหรับลูกเบบี้คือนมแม่ที่เต็มไปด้วยประโยชน์และสารป้องกันภูมิแพ้ต่างๆ นั่นเอง นอกจากนี้ความสะอาดจากการสัมผัสก็เช่นกัน ยิ่งหากคุณแม่หรือคุณพ่อไม่สบายด้วยแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสตัวลูก พร้อมทั้งสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคด้วยค่ะ 2. เรื่องอาบน้ำ “วันละครั้ง” ก็พอ เจ้าตัวเล็กวัยแรกเกิดนั้นใช้ชีวิตอยู่แค่ในบ้าน บนที่นอน หรือบนอ้อนกอดคุณพ่อคุณแม่แค่นั้นเองค่ะ ดังนั้น การอาบน้ำบ่อยๆ แทบไม่จำเป็นเลย แค่วันละ 1 ครั้งตอนบ่ายๆ ก็พอแล้วค่ะ ซึ่งหากอากาศเย็นหรือในฤดูหนาวจะ 2-3 วันอาบสักครั้งก็ได้ค่ะ แต่ถ้าในฤดูร้อนที่อากาศอบอ้าวจนเจ้าตัวเล็กเหงื่อออกเปียกชื้นก็สามารถเพิ่มจำนวนครั้งของการอาบเพิ่มขึ้นได้ ทั้งนี้ น้ำที่จะอาบให้ลูกควรมีอุณหภูมิพอเหมาะในหน้าร้อนไม่ต้องอุ่นมาก หน้าหนาวค่อยเพิ่มอุณหภูมิขึ้นเล็กน้อย ส่วนผมของลูกรักนั้น 3-4 วันสระครั้งก็ได้ ที่สำคัญคือหลังอาบน้ำทุกครั้งควรซับตัวลูกให้แห้งป้องกันปัญหาผดผื่นค่ะ 3. ควบคุม “อุณหภูมิ” ให้ลูกรู้สึกสบาย เจ้าตัวเล็กเพิ่งออกมาลืมตาดูโลกอุณหภูมิในร่างกายเขาจึงต่ำกว่าผู้ใหญ่ คุณพ่อคุณแม่จึงจำเป็นต้องรักษาอุณหภูมิรอบๆ ตัวลูกให้คงที่ โดยเฉพาะหากให้ลูกนอนห้องแอร์ไม่ควรปรับอุณหภูมิแบบปุบปับเพราะจะทำให้ลูกปรับตัวไม่ทัน ถ้ากังวลว่าลูกจะร้อนหรือหนาวเกินไปให้หมั่นสังเกตค่ะว่าเขามีเหงื่อออก ตัวเปียก หัวเปียกหรือเปล่า ถ้าใช่ให้คลายผ้าออกหรือใส่เสื้อผ้าที่บางลง แต่ถ้าแขนขาลูกเย็นควรห่มผ้าให้ลูกหรือเพิ่มความหนาของเสื้อผ้าขึ้นค่ะ เริ่มต้นดีทุกอย่างย่อมดีตามมา ยิ่งช่วงเดือนแรกลูกน้อยมีสุขภาพแข็งแรงดีมากเท่าไร พัฒนาการขั้นต่อไปของเขาก็ยิ่งเติบโตดีขึ้นเท่านั้นค่ะ

อาหารเสริม เสริมอาหาร... เมื่อไรและแค่ไหน
โดยทั่วไป น้ำนมแม่มีทั้งปริมาณ พลังงาน และคุณภาพสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยวันแรกเกิด - 6 เดือนอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพสังคมปัจจุบันอาจทำให้คุณแม่ไม่มีเวลามากพอที่จะให้นมลูกน้อยเพียงอย่างเดียว การให้อาหารเสริมหลังจากลูกมีอายุได้ 4 เดือนไปแล้ว จึงเป็นอีกทางเลือกที่คุณแม่ส่วนใหญ่นิยมกัน ซึ่งสามารถทำได้เพียงแต่คุณแม่ต้องใส่ใจกับเรื่องต่างๆ มากเป็นพิเศษค่ะ 3 เรื่องต้องใส่ใจเมื่อให้อาหารเสริมลูก เพราะลูกน้อยมีระบบการย่อยอาหารยังไม่สมบูรณ์เท่ากับผู้ใหญ่แบบเราๆ ดังนั้น เมื่อตั้งใจจะให้อาหารเสริมกับลูกรัก คุณแม่จึงต้องใส่ใจกับเรื่องต่างๆ ดังนี้ค่ะ... สะอาด - คำนึงถึงความสะอาดเป็นอันดับแรก เพราะกระเพาะของลูกน้อยยังบอบบาง การให้ลูกทานอาหารที่ปรุงสุก ล้างสะอาดจะช่วยป้องกันโรคต่างๆ ให้กับลูกได้ มีคุณภาพ - เลือกปรุงอาหารจากวัตถุดิบที่สดใหม่ และอุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด ไม่ปรุงแต่ง - อาหารสำหรับลูกวัยเริ่มอาหารเสริมไม่ควรปรุงแต่งด้วยกลิ่น สี รสชาติ ควรให้ลูกได้ซึมซับกับรสชาติอาหารที่แท้จริง เพื่อป้องกันการติดหวานซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคอ้วนตอนโต หรือป้องกันการติดเค็มซึ่งไม่ดีต่อไตของลูกเลย สำหรับตัวอย่างเมนูง่ายๆ ที่แนะนำก็คือ ข้าวสวยบด กล้วยน้ำว้าบด ฟักทองบด หลังจากลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไป คุณแม่ก็ค่อยๆ เพิ่มเนื้อสัตว์เข้ามาในเมนู อาจเป็น ตับบดกับฟักทอง ตำลึงกับไก่บด เป็นต้น อย่าลืมว่า ระบบการย่อยอาหารของเด็กเล็กยังไม่สมบูรณ์ ควรให้ลูกน้อยลองกินเป็นอย่างๆ ไป จากนั้นจึงสังเกตอาการของลูกร่วมด้วยว่ามีความผิดปกติ เช่น ถ่ายเหลวจัด มีผื่นขึ้น ฯลฯ หรือไม่ เพื่อจะได้รู้ว่าลูกมีอาการแพ้อาหารชนิดนั้นๆ หรือไม่ร่วมด้วย เพื่อจะได้หลีกเลี่ยงอาการแพ้ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงทีค่ะ สุดยอดอาหารสำหรับลูกรักวัยเบบี้ ในช่วงวัย 4 - 6 เดือนนั้น อาหารบดเป็นอาหารที่เหมาะกับลูกวัยนี้ที่สุด ส่วนอาหารอะไรที่กินแล้วช่วยให้ลูกมีสุขภาพดีนั้น เราได้รวบรวมข้อมูลไว้ด้านล่างนี้แล้ว ตามมาดูกันเลยค่ะ ผักใบเขียว ผักใบเขียวเข้มทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผักโขม จัดเป็นผักที่ดีต่อสุขภาพกายและสมองของลูก เพราะนอกจากอุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิดแล้ว ยังมีธาตุเหล็กและกรดโฟเลทในปริมาณมากด้วย บร็อกโคลี อุดมด้วยไฟเบอร์ช่วยในการขับถ่าย ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสายตา และบำรุงสมองของลูกน้อย อะโวคาโด อุดมไปด้วยแหล่งไขมันดี เนื้อสัตว์ อุดมไปด้วยโปรตีน สังกะสี และธาตุเหล็ก พรุน หลังจากให้อาหารเสริมเด็กอาจมีการถ่ายแข็งขึ้น ลูกพรุนสามารถช่วยให้อุจจาระของลูกนิ่มลงได้ค่ะ ส้ม อุดมไปด้วยวิตามินซี และแอนตี้ออกซิแดนท์ ดีต่อสุขภาพลูก และยังเป็นรสชาติที่เด็กๆ โปรดปรานด้วยนะคะ นอกจากอาหารข้างต้นแล้ว คุณแม่ควรคำนึงถึงหมู่อาหารที่ให้ลูกกินในแต่ละวันด้วย โดยหลักคิดก็คือ ครบหมวดหมู่ สด ปรุงสุก และกลืนง่าย เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ลูกมีมื้ออร่อยคุณภาพเยี่ยมในทุกๆ วันแล้ว

5 เรื่องต้องระวัง... อย่าทำแบบนี้กับเบบี้แรกเกิด
ทารกแรกเกิดยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจคอยสังเกต และดูแลในเรื่องความปลอดภัยมากเป็นพิเศษทั้งเรื่องสุขภาพและพัฒนาการ แต่ก็มีหลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจพลั้งเผลอทำบางสิ่งบางอย่างกับลูกน้อยโดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ จะมีอะไรบ้างลองมาเช็กกันค่ะ 1. ให้ลูกกินอย่างอื่นนอกจากนมแม่ ทารกแรกคลอดควรได้รับอาหารหลักเพียงชนิดเดียวเท่านั้นซึ่งก็คือ นมแม่ เพราะกระเพาะอาหารและลำไส้เบบี้ตัวเล็กยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารชนิดอื่น หากกินอาหารชนิดอื่นเข้าไปอาจทำให้ท้องเสียและป่วยได้ รอนิดนะคะเมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนและระบบย่อยของลูกพร้อมแล้วค่อยให้กินอาหารเสริมค่ะ 2. ไม่ประคองคอเวลาอุ้ม ลูกน้อยวัยเบบี้ยังมีกระดูกหรือข้อต่อที่ไม่แข็งแรงนัก หรือจะเรียกว่าเปราะบางเลยก็ได้ แถมยังมีโอกาสบิดงอได้ง่าย ไม่สามารถทนต่อการรับแรงกระแทก กด ทับ ดึง หรือยื้อได้ โดยส่วนที่แตกหักบ่อยที่สุดคือกระดูกแขน ขา มือ เท้าและไหปลาร้า การอุ้มหรือเล่นกับลูกแต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่จึงต้องระมัดระวังช่วงข้อต่อและคอเป็นพิเศษค่ะ นอกจากนี้ควรจัดท่านอนสำหรับลูกรักให้นอนหงายโดยให้ลำตัว แขน และขาปล่อยสบายๆ ไม่ให้ส่วนใดทับหรือบิดงอ ไม่ต้องกังวลเรื่องศีรษะจะแบนค่ะ 3. จับลูกโยน สมองของลูกวัยขวบปีแรกยังพัฒนาไม่เต็มที่ เส้นเลือดมีโอกาสฉีกขาดได้ง่าย ประกอบกับน้ำในช่องสมองมากกว่าเนื้อสมอง ทำให้หากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น ถูกโยนกลางอากาศ เขย่า หรือโยกหัวอย่างรุนแรงอาจจะทำให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome (SBS) ที่เนื้อสมองไปกระทบกับกะโหลกศีรษะจนมีเลือดออกในสมอง จนส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ 4. ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผิวหนังลูกน้อยวัยเบบี้นั้นบางใสจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดข้างใน แถมยังไม่มีแบคทีเรียที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคภายนอกได้เหมือนผู้ใหญ่ จึงบอบบางมีโอกาสแพ้ง่าย แถมยังเกิดแผลถลอกได้มากกว่าปกติด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องสัมผัสและอุ้มลูกอย่างระมัดระวัง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและไม่มีสารตกค้างเพื่อป้องกันการระคายผิวลูกรักค่ะ 5. พาลูกเที่ยวนอกบ้าน ถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของทุกบ้านเลยก็ว่าได้นะคะ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ค่ะว่าภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูกน้อยวัยเบบี้ยังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่ อีกทั้งเขายังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ อย่างเหมาะสมมากพอ การพาเขาไปอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง มลพิษ เชื้อโรค เป็นการเสี่ยงที่ร่างกายจะเจ็บป่วยได้ง่าย ควรอยู่ในบ้านสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงก่อนจะดีกว่าค่ะ เช็กกันแล้วใช่ไหมคะ มีข้อไหนที่คุณยังทำอยู่หรือเปล่า... ถ้ามี ปรับเปลี่ยนตอนนี้ยังไม่สายเพื่อสุขภาพร่างกายและพัฒนาการที่ดีของลูกรักนะคะ

เรื่องต้องรู้... เมื่อลูกรักเริ่มหัดเดิน
เด็ก ๆ จะเริ่มเดินได้ประมาณ 1 ขวบ ซึ่งถือว่าตรงตามพัฒนาการ แต่เด็กบางคนก็เดินได้ก่อน 1 ขวบ และเด็กบางคนก็เดินช้ากว่า 1 ขวบแต่ไม่ควรเดินช้า กว่า 18 เดือนค่ะ เรื่องสำคัญสำหรับการเดินของลูก มีดังนี้... 1. ก่อนที่จะเริ่มหัดเดินกลไกธรรมชาติจะให้ลูกน้อยเริ่มฝึกกล้ามเนื้อตัวเองให้ตั้งตรงก่อนด้วยการนั่ง ตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน ตามด้วยการเกาะสิ่งต่างๆ ทั้งขาคุณแม่และเฟอร์นิเจอร์ จนถึงประมาณเดือนที่ 10 ร่างกายของเขาก็จะตั้งตรงได้ทั้งตัวแล้วค่ะ 2. ก้าวแรกสำคัญที่สุดนะคะ เจ้าตัวเล็กจะเริ่มตั้งไข่และมีก้าวแรกของชีวิตเขาเมื่ออายุเข้าวัยประมาณ 9-15 เดือนค่ะ อาจจะลุ้นกันนานหน่อยหลังตั้งไข่ว่าเมื่อไรเขาจะก้าวเดิน แต่เมื่อลูกรักเริ่มก้าวแรกแล้วคุณพ่อคุณแม่หมดกังวลได้เลยค่ะ ก้าวต่อไปจะตามมาเองค่ะ 3. เมื่อไรที่เห็นเจ้าตัวเล็กเริ่มเกาะสิ่งรอบตัวเพื่อให้พยุงตัวยืน คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยสร้างความมั่นใจให้เขามากขึ้นด้วยการจับเขาลองเดิน เพื่อให้ลูกรักทดลองก้าวขาตามค่ะ 4. อาจดูแปลกแต่เป็นไปได้นะคะว่าถ้าลูกน้อยเห็นเด็กๆ วัยเดียวกันสามารถเดินได้แล้ว เขาจะอยากก้าวเดินตามและเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม ทำให้เขามีพัฒนาการเร็วได้เช่นกันค่ะ 5. การหัดเดินที่ดีต้องไม่มีถุงเท้าหรือรองเท้ามากวนใจลูกนะคะ การเดินเท้าเปล่าบนพื้นที่ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป หรือเดินบนพื้นหญ้า จะทำให้เจ้าตัวน้อยเพลิดเพลินมากขึ้นไปอีกค่ะ 6. เมื่อลูกรักเริ่มก้าวเท้าน้อยๆ ด้วยตัวเองแล้วเขาจะไม่หยุดเดินง่ายๆ เพราะอยากจะอวดคุณพ่อคุณแม่เหลือเกินว่าหนูทำได้แล้วนะ ทำใจไว้เลยค่ะว่าจะเห็นเขาเดินไปมาตลอดเวลาแน่ๆ และ Step ของการออกวิ่งก็กำลังจะตามมาในเร็ววันนี้เช่นกันค่ะ 7. พื้นที่ปลอดภัยในบ้านสำคัญมากสำหรับการเดินของลูกรักนะคะ สิ่งของที่จะเป็นอุปสรรคและก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ควรวางให้พ้นทางเดินหรือเกินที่เจ้าตัวเล็กจะเอื้อมมือถึงค่ะ อ้อ... มุมโต๊ะ มุมเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ต้องเก็บให้เรียบด้วยวัสดุกันกระแทกด้วยนะคะ การที่ลูกน้อยจะเดินได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ด้วยความรัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อค่ะ ดังนั้น ควรให้เขาได้รับสิ่งดีๆ และมีประโยชน์ครบตามพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างทั้งความอบอุ่น มั่นใจ และพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อที่แข็งแรงนะคะ อย่างไรก็ตาม เขาควรเดินได้ในวัยไม่เกิน 18 เดือน หากเกินกว่านี้ควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำหรือรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไปค่ะ

ทำความเข้าใจเดือนแรกแห่งน้ำตา!
พ่อแม่มือใหม่หลายครอบครัวมักมีอาการเครียดจากเสียงร้องไห้ของเจ้าตัวน้อยที่ร้องต่อเนื่องยาวนานนับชั่วโมงอย่างหาสาเหตุไม่ได้ แต่ผลการวิจัยล่าสุดที่เรานำมาฝากในครั้งนี้อาจทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้คลายความกังวลลงได้บ้าง วารสารกุมารเวชศาสตร์ทารกในสหราชอาณาจักรตีพิมพ์การวิเคราะห์ของ meta-analysis ที่ชี้ให้เห็นว่า เด็กจากแทบทุกประเทศทั่วโลกที่อายุต่ำกว่า 3 เดือนมักร้องไห้หนักโดยไม่มีเหตุผล แม้คุณพ่อคุณแม่จะรับมือด้วยวิธีการแก้ปัญหาทั่วไปด้วยวิธีพื้นฐาน 2 วิธี อย่างการป้อนอาหาร และการเปลี่ยนผ้าอ้อม ก็ยังอาจไม่สามารถหยุดเสียงร้องได้เลย จากผลการวิจัยของ University of Warwick ได้ทำการศึกษาทารกกว่า 8,700 ราย พบว่าเด็กทารกเหล่านี้ร้องไห้หนักมาก เฉลี่ยประมาณ 2 ชั่วโมงต่อวัน ในช่วง 2 สัปดาห์แรก และร้องไห้เสียงดังมาก ในช่วง 6 สัปดาห์แรก แต่จะร้องน้อยลงเรื่อย ๆ ประมาณ 15 นาทีต่อวัน และลดลงเหลือ 10 นาทีต่อวัน จนหยุดร้องและไม่ร้องไห้โดยไร้เหตุผลในที่สุด ขณะที่ผลการวิจัยอื่นๆ ได้ให้ข้อสรุปในอีกแนวทางที่น่าเชื่อถือว่าที่มาของอาการร้องไห้ไม่หยุดนั้นมาจากลมในกระเพาะอาหารมากเกินไป ที่ทำให้เจ้าทารกตัวน้อยเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ซึ่งเป็นที่มาของความไม่สบายตัวจนต้องแผดเสียงอุแว้ออกมา และวิธีแก้อย่างหนึ่งที่กุมารแพทย์ส่วนใหญ่ให้การแนะนำเพื่อหยุดอาการเหล่านี้ คือการให้เด็กได้ดื่มนมแม่ ซึ่งไม่เพียงจะมีประโยชน์ต่อพัฒนาการของเจ้าตัวน้อยแล้ว ยังทำให้ย่อยง่าย และไม่เกิดลมในกระเพาะจนเป็นที่มาของอาการปวดท้อง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเหตุผลจะเกิดขึ้นจากอะไรก็ตาม อาการร้องจะมากหรือน้อยแค่ไหน สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือการใจเย็น และหาวิธีข้ามพ้นสถานการณ์นี้ด้วยวิธีต่างๆ ดังนี้... สัมผัสลูกน้อยอย่างแผ่วเบา โอบกอดให้เขารู้สึกถึงความรัก ความอบอุ่น และความสบายอกสบายใจที่คุณพ่อคุณแม่มีให้ แก้ไขอาการจากสาเหตุพื้นฐาน คือ ความหิว ความหนาว ความร้อน หรือสภาพแวดล้อมที่อาจกระตุ้นให้ลูกน้อยเกิดความระคายเคือง ทำให้ทารกเรอหลังดูดนม ลองเปิดเครื่องดูดฝุ่น หรือไดร์เป่าผมให้ทารกได้ยิน เนื่องจากเป็นการเลียนแบบเสียงที่ทารกได้ยินขณะอยู่ในครรภ์ มีส่วนช่วยให้ผ่อนคลาย ข้อควรระวัง... เมื่อลูกร้องไห้ ไม่ว่าผลการวิจัยจะออกมาเช่นไร แต่คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าเพิ่งวางใจว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นสูตรสำเร็จที่สามารถการันตีอาการว่าลูกน้อยของคุณจะเป็นเช่นนั้น และคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตอาการอื่นข้างเคียงว่าลูกเกิดอาการต่างๆ เหล่านี้หรือไม่ เพราะอาการเหล่านี้บ่งบอกถึงความเจ็บป่วยทางกายที่ลูกควรต้องไปพบแพทย์ 1. เสียงร้องไห้ฟังดูแปลกกว่าที่เคย 2. น้ำหนักน้อย ทารกดูตัวเล็กกว่าที่ควรเป็น 3. ท้องเสีย อาเจียน หรือท้องผูก หรือมีเลือดปนออกมาพร้อมกับการขับถ่าย 4. ไม่ดูดนม หรือดูดน้อยมาก 5. มีไข้ หรือมีผื่นขึ้นตามตัว อย่าลืมนะคะ การดูแลลูกน้อยให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี คุณพ่อคุณแม่ต้องใช้สิ่งสำคัญคือ สติและการหมั่นสังเกตอยู่เสมอ ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ลูกน้อยมีสุขภาพดี คุณพ่อคุณแม่มีความสุขได้ไม่ยากเลยค่ะ

นอนแบบไหนเรียกว่า “สไตล์เบบี้”
เด็กแต่ละคนนั้นมีลักษณะนิสัยและธรรมชาติการนอนที่แตกต่างกันค่ะ แต่ส่วนใหญ่แล้ว “วัยเบบี้” จะนอนหลับสั้นๆ ประมาณ 3-4 ชั่วโมงต่อครั้งในแต่ละวัน และมีสไตล์การนอนเฉพาะวัยเสียด้วย เช่น นอนงีบแบบแมว ตื่นเร็ว ตื่นง่าย แต่นอนยาก เหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของวัยทารกซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจไว้ค่ะ 1. งีบแบบเจ้าเหมียว บางครั้งวัยลูกน้อยวัยทารกจะใช้เวลานอนแค่สั้นๆ ครั้งละประมาณ 30-45 นาที ซึ่งหากเขานอนบ่อยๆ ครั้งละสั้นๆ จะตื่นได้นานประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมงก็จะถึงเวลาหลับครั้งต่อไป ดังนั้น หากต้องการฝึกให้ลูกนอนเป็นเวลามากขึ้นคุณพ่อคุณแม่อาจต้องใช้วิธีปลุกเขาให้ตื่นในตอนเช้าเวลาเดียวกันทุกวัน และพยายามให้ลูกน้อยนอนหลับครั้งต่อไปในอีก 2 ชั่วโมงถัดไป ที่สำคัญคือไม่ต้องรอให้เขาง่วงจึงพาเข้านอนเพราะทารกส่วนใหญ่มักเพลียและอยากงีบหลับก่อนแสดงอาการง่วงให้คุณพ่อคุณแม่เห็นอยู่แล้วค่ะ 2. นอนหลับยาก บ่อยครั้งค่ะที่คุณพ่อคุณแม่พบว่าเจ้าตัวน้อยนอนหลับยากมาก ทนหาวหวอดๆ ดีกว่าจะยอมหลับปุ๋ย แถมส่วนใหญ่ยังไม่ยอมนอนบนที่นอนของตัวเอง หลับไม่เป็นเวลา แต่กลับไปโงกเงกบนคาร์ซีท เก้าอี้โยก หรือในเวลาที่ไม่ควรหลับ สาเหตุการนอนหลับยากส่วนใหญ่เกิดจากคุณพ่อคุณแม่สร้างเงื่อนไขในการนอนหลับตั้งแต่แรก เช่น ต้องอุ้มลูกโยกไปมาทุกครั้งก่อนเขาหลับ ลูกจึงจดจำและติดเป็นนิสัยค่ะ ดังนั้น ลองปรับให้ลูกนอนหลับในที่ของตัวเองโดยใช้ตุ๊กตาตัวโปรดเป็นเครื่องมือในการล่อหลอกดูสิคะ ไม่นานเจ้าตัวเล็กจะพ่ายแพ้ให้ที่นอนอุ่นๆ เองค่ะ 3. ตื่นง่าย ทารกน้อยบางคนไม่มีปัญหาในการหลับแต่กลับรู้สึกตัวตื่นง่ายมาก แม้กระทั่งเสียงทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ของคุณแม่ก็สามารถปลุกเขาให้ตื่นได้แล้ว ซึ่งโดยปกติลูกรักวัยทารกมักจะรู้สึกตัวตื่นสั้นๆ ไม่กี่นาทีระหว่างที่นอนหลับแล้วสามารถหลับต่อได้เอง โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะหลับต่อไป ไม่ควรเข้าไปโอ๋ลูกหรืออุ้มขึ้นมาทันที แต่ให้จัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ลูกนอนหลับได้ลึก เช่น ห้องนอนที่มืดสนิท อุณหภูมิพอเหมาะ และมีเสียงเพลงบรรเลงเบาๆ เป็นตัวช่วยป้องกันเสียงดังรบกวนจากภายนอกนะคะ 4. ตื่นก่อนไก่โห่ เบบี้บางคนสามารถนอนหลับได้ยาวตลอดคืนแต่กลับตื่นเช้ามาก จนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ก็รู้สึกเหนื่อยเหลือเกินที่ต้องตื่นแต่เช้าพร้อมกับเจ้าตัวเล็ก ดังนั้น หากอยากให้ลูกตื่นสายขึ้นลองพาลูกเข้านอนช้ากว่าปกติสัก 15-30 นาที หรือทำเสมือนว่าการตื่นของเขาเป็นการตื่นมากลางดึกที่ไฟในห้องยังมืดสลัว จากนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงพยายามกล่อมให้ลูกหลับต่ออีกสักพักก็ได้ค่ะ การเข้าใจธรรมชาติการนอนโดยปกติของลูกวัยทารกรวมถึงลักษณะการนอนแบบเฉพาะตัวของเขา จะช่วยไว้คุณพ่อคุณแม่จัดการกับพฤติกรรมการนอนของลูกได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ลูกมีสมดุลการนอนที่มีคุณภาพ ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อพัฒนาการที่ดีต่อไปค่ะ

เปิดคัมภีร์รับมือลูกรักวัยเบบี้
แม้จะตื่นเต้นดีใจกับสมาชิกใหม่ของครอบครัวที่เพิ่งเกิด แต่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็ต้องรับมือกับปัญหาของเจ้าตัวเล็ก ซึ่งนอกจากทารกจะบอกอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ได้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์เลี้ยงลูก ยิ่งไม่เข้าใจว่าอาการโยเยที่เกิดขึ้นเป็นเพราะอะไร เรามีวิธีรับมือกับปัญหาที่พบได้บ่อยในเด็กแรกเกิดมาฝาก 1. ร้องร้อยวัน หรืออาการปวดท้องโคลิก เป็นอาการไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด เกิดหลังคลอด 2-3 สัปดาห์ เด็กจะร้องไห้ซ้ำๆ ในเวลาเดิมๆ โดยมากเป็นช่วงเย็นหรือใกล้ค่ำ หรือรอยต่อระหว่างกลางวันและกลางคืน อาการอาจจะรุนแรงขึ้นในช่วงอายุ 6-8 สัปดาห์ แล้วหายไปเองเมื่อเด็กอายุประมาณ 3 เดือน ทฤษฎีหนึ่งเชื่อว่าโคลิกเกิดจากลมในท้อง ซึ่งถูกสร้างขึ้นระหว่างวัน ดังนั้น การให้ยาขับลมอาจได้ผล การอุ้มพาดบ่าหรือให้นอนคว่ำบนตักคุณพ่อคุณแม่ พร้อมลูบหลังไปด้วยอาจช่วยบรรเทาอาการ 2. ท้องหนูหิว ทารกมีขนาดกระเพาะเล็กเก็บอาหารได้น้อยจึงทำให้หิวบ่อย ช่วงกลางคืนเจ้าตัวเล็กจะตื่นทุกๆ 3 ชั่วโมง และตื่นทุกๆ ทุกชั่วโมงเมื่อใกล้เช้า เมื่อตื่นมาจะดูดนมนิดหน่อยแล้วหลับต่อ แต่ทำให้คุณแม่แทบไม่ได้พักผ่อน ให้คุณแม่สังเกตหากลูกดูดนมไปเรื่อยๆ อาจเป็นไปได้ว่า เพื่อช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ไม่ใช่เพราะความหิว ต้องพยายามให้หยุดกินเมื่อรู้สึกว่าอิ่มแล้ว หลังจากนั้นพาเข้านอน 3. ซี่แรกของชีวิต เด็กทารกเริ่มมีฟันขึ้นเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ซึ่งฟันที่เริ่มขึ้นอาจสร้างความเจ็บปวดให้ทารก ทำให้งอแงและร้องมากขึ้นในเวลากลางคืน ให้คุณแม่สังเกตลูกจะมีอาการน้ำลายไหลมาก แก้มเป็นสีแดง เหงือกบวมแดง สามารถให้ยาพาราเซตามอลสำหรับเด็ก (เหมาะกับเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป) หรือใช้เจลสำหรับทาฟันกำลังขึ้นเพื่อให้รู้สึกชา และบรรเทาอาการเจ็บปวด แต่ควรปรึกษาคุณหมอก่อนใช้ยา แต่หากเหงือกลูกมีอาการบวมแดงมาก ควรปรึกษาหมอฟัน 4. ติดแจแม่และพ่อ เมื่ออายุ 8 เดือน เด็กๆ จะมีพฤติกรรมติดพ่อแม่มากเป็นพิเศษ พ่อแม่อยู่ตรงไหนเขาจะต้องอยู่ตัวติดเป็นปาท่องโก๋ คุณพ่อคุณแม่ควรทำความเข้าใจกับพฤติกรรมนี้ และค่อยๆ ฝึกฝนให้ลูกรู้จักนั่งอยู่ใกล้ๆ เพียงลำพังโดยไม่ต้องกระเตงอุ้มตลอดเวลา อาจชวนให้เขาทำกิจกรรมง่ายๆ เช่น ระบายสี เล่นของเล่น โดยมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ แล้วค่อยๆ เขยิบออกเมื่อลูกเริ่มเพลิดเพลินกับของเล่น ก็จะช่วยให้เขาเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีพ่อแม่นั่งติดอยู่ข้างๆ ได้ค่ะ จะเห็นได้ว่าพัฒนาการของลูกวัยแรกเกิดถึงหนึ่งขวบมีความสลับซับซ้อน แล้วตอนนี้ลูกของคุณพ่อคุณแม่กำลังอยู่ในขั้นพัฒนาการไหนคะ ลองนำเคล็ดลับที่เรานำเสนอไปปรับใช้กันดู รับรอง... เวิร์ค

เรื่องบน “หัว” ของเจ้าตัวน้อย
ทารกแรกเกิดที่เพิ่งออกมารู้จักกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่เพียงแค่ตัวเล็ก แต่ร่างกายของลูกน้อยยังบอบบางและต้องการการดูและทะนุถนอมเป็นพิเศษด้วย โดยเฉพาะ “กระหม่อม” กระหม่อมคืออะไรเรามาทำความรู้จักกัน “กระหม่อม” เจ้าตัวน้อย กระหม่อมเป็นส่วนของกะโหลกศีรษะที่สูงที่สุดลงมาในแนวกลางใกล้หน้าผาก เป็นส่วนที่ยังเชื่อมต่อกันไม่สนิท จนเกิดเป็นช่องว่าง ๆ นิ่ม ๆ บนศีรษะ กดแล้วบุ๋ม มีอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ “กระหม่อมหน้า” เป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน และ “กระหม่อมหลัง” เป็นรูปสามเหลี่ยม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ในวัยแรกเกิดกะโหลกส่วนนี้ยังไม่เป็นกระดูกแข็งนี้ เป็นเพียงเนื้อเยื่อปิดอยู่ จึงต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษไม่ให้ถูกกระแทก หรือสัมผัสร้อนจัดเย็นจัด แต่ไม่ได้หมายความว่าระหว่างที่กระหม่อมยังไม่ปิดคุณแม่จะสัมผัสกระหม่อมลูกไม่ได้ เพียงแต่ต้องระวังไม่กดหรือกระทบแรง ๆ และควรหมั่นสัมผัสเพื่อตรวจกระหม่อมด้วย หากพบว่าบุ๋มลงไปมาก ลูกมีอาการซึม ไม่เล่น ไม่ร่าเริง ดวงตาโหลลึก ลูกน้อยอาจมีภาวะขาดน้ำรุนแรง หรือถ้าพบว่ากระหม่อมโป่งพอง ไม่เต้นตุบ ๆ ไปตามจังหวะการเต้นของชีพจร แสดงว่าลูกอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสมอง ควรพาไปพบคุณหมอโดยด่วน ซึ่งกระหม่อมหน้าของทารกจะปิดเมื่ออายุประมาณ 1 ปี-1 ปีครึ่ง ส่วนกระหม่อมหลังจะปิดเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน “ศีรษะ” กับ “สมอง” ของลูกรัก ส่วน “ศีรษะ” ของเจ้าตัวเล็กนอกจากกระหม่อมแล้วยังหมายรวมไปถึง ใบหน้า ตา หู จมูก ปาก สมองที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะ และกะโหลกศีรษะซึ่งประกอบด้วยกระดูกหลายชิ้น ซึ่งเชื่อมกันสนิทก็ย่างเข้าสู่วัยเด็กโตและผู้ใหญ่ ซึ่งกะโหลกศีรษะนี้ทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้สมองได้รับการกระทบกระเทือนด้วย ดังนั้น จึงต้องดูแลศีรษะของทารกแรกเกิดให้ดี ส่วนการจะรู้ได้ว่าศีรษะของลูกเป็นปกติดีหรือไม่ ต้องพิจารณาจากขนาดเส้นรอบศีรษะ ขนาดปกติของเส้นรอบวงศีรษะเด็กแรกเกิดจะยาวประมาณ 35 เซนติเมตร และจะขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วง 6 เดือนแรกประมาณเดือนละ 1.5 เซนติเมตร เท่ากับเส้นรอบศีรษะของลูกจะเพิ่มเป็น 47 เซนติเมตร จาก 35 เซนติเมตร ในช่วงขวบปีแรก และเส้นรอบศีรษะปกติ จะอยู่ระหว่าง 45-47 เซนติเมตร คุณแม่จะพบว่าทุกครั้งที่พาลูกไปพบคุณหมอเพื่อตรวจสุขภาพ คุณหมอมักวัดเส้นรอบศีรษะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงขวบปีแรก การวัดเส้นรอบศีรษะของลูก จะบอกได้ว่า การเจริญเติบโตของสมองอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ซึ่งโดยทั่วไปคุณหมอจะวัดเส้นรอบศีรษะเป็นประจำในช่วงแรก คือ ทุกครั้งที่มารับการตรวจสุขภาพตั้งแต่ช่วงแรกเกิด อายุ 1 เดือน 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือน เพื่อดูว่าสมองและกะโหลกศีรษะเติบโตไปตามปกติหรือไม่ หากกะโหลกศีรษะมีความผิดปกติ กระดูกชิ้นต่างๆ ของกะโหลกติดกันเร็วเกินไป หรือลูกขาดสารอาหาร หรือสมอง หรือได้รับความกระทบกระเทือนในช่วงวัยขวบปีแรก สมองย่อมเจริญเติบโตไม่ดี กะโหลกศีรษะจะเล็กกว่าธรรมดา การวัดเส้นรอบศีรษะประมาณ 2-3 เดือนต่อครั้งในขวบปีแรก และวัดทุกครึ่งปีไปจนถึงอายุราว 6 ปี จะช่วยให้ตรวจพบความผิดปกติได้เร็ว และให้การดูแลรักษาได้ทันท่วงที เมื่อรู้แบบนี้ การดูแลกระหม่อมบางๆ ให้ทูนหัวตัวน้อยของคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปค่ะ

เรื่องต้องเช็ก! พัฒนาการกล้ามเนื้อคอของเบบี้
ลักษณะคอที่โงนเงนของลูกทารกตัวน้อยอาจทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่รู้สึกประหม่าและกังวลในการอุ้มเจ้าตัวเล็กอยู่มากนะคะ ดังนั้นเราจึงเห็นการเฝ้าตั้งคำถามของคุณพ่อคุณแม่เสมอว่าเมื่อไรลูกรักจะคอแข็งนะ จะได้อุ้มอย่างถนัดมือเสียที แล้วถ้าลูกคอแข็งช้ากว่าที่ควรถือว่าผิดปกติตามที่ควรจะเป็นไหม จะแก้ไขอย่างไรดี มีคำตอบรอคุณอยู่ทางนี้ค่ะ ทำความเข้าใจพัฒนาการกล้ามเนื้อคอของเบบี้ Ÿช่วงวัย 1-2 เดือน พัฒนาการต่างๆ ของลูกน้อยวัยแรกเกิดนั้นจะเริ่มต้นไปทีละนิดค่ะ ช่วง 1-2 เดือนนี้กล้ามเนื้อคอของเขาจะเริ่มแข็งแรงมากขึ้น ถ้าหากจับลูกนอนคว่ำให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตค่ะว่าเขาสามารถชันคอขึ้นได้ประมาณ 45 องศาแล้ว แถมยังเริ่มหันไปหันมาได้อีกด้วย ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกก็คือ... - ลองเขี่ยข้างแก้มลูกน้อยทีละข้างเพื่อให้เขาหันไปหันมา หรือลูบกล้ามเนื้อบริเวณคอเพื่อกระตุ้นให้เจ้าตัวเล็กยกศีรษะขึ้น - แขวนโมบายสีสันสดใสให้มีระยะห่างจากสายตาลูกน้อยประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้เขาฝึกมองโมบายเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของกล้ามเนื้อคอไปพร้อมกับพัฒนาการทางสายตาค่ะ - เปิดเพลงหรือส่งเสียงแปลกๆ สูงๆ ต่ำๆ หรือแม้แต่เรียกชื่อลูกเพื่อดึงความสนใจให้เบบี้หันมาตามเสียง เพื่อกระตุ้นพัฒนาการกล้ามเนื้อคอของลูกค่ะ - วางของสีสันสดใสไว้ข้างตัวลูก เลื่อนมาทางซ้าย ย้ายไปทางขวาเพื่อเฝ้าดูพัฒนาการ Ÿช่วงวัย 3-4 เดือน ช่วงวัยนี้ลูกน้อยเริ่มมีกล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงแล้วค่ะ เขาจะสามารถยกศีรษะได้นาน และยกได้ถึง 90 องศา โดยจะค่อยๆ มีพัฒนาการมากขึ้น เริ่มใช้ปลายมือยันตัวเองขึ้นได้ และพลิกคว่ำได้ ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกก็คือ... - ลูบกล้ามเนื้อบริเวณคอเพื่อกระตุ้นให้ลูกน้อยยกศีรษะขึ้น - หาของเล่นที่มีเสียงหรือมีสีสันสดใสมาเล่นกับเขาโดยเปลี่ยนทิศทางของเสียงและสีไปเรื่อยๆ ลูกก็จะได้ฝึกกล้ามเนื้อคอมากขึ้นค่ะ Ÿช่วงวัย 5-6 เดือน พัฒนาการของเจ้าตัวเล็กวัย 5-6 เดือนจะมีความชัดเจนมากขึ้นอีกระดับหนึ่งค่ะ เขาจะสามารถใช้มือยันตัวเองขึ้นได้ ศีรษะเริ่มตรงเมื่อถูกจับนั่ง กล้ามเนื้อคอแข็งแรง ไม่คอพับคออ่อนเหมือนเดิม เริ่มใช้มือไขว่คว้าสิ่งต่างๆ ได้ หันตามการเรียกชื่อตัวเองได้และมีการส่งเสียงโต้ตอบ ดังนั้น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของลูกก็คือ เรียกชื่อเขาบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินและหันตามเสียงเรียก หรือชวนลูกคุยเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ที่เขากำลังทำพร้อมกับชี้ชวนให้เขาดูสิ่งต่างๆ เป็นการช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อคอ กล้ามเนื้อมัดเล็ก และทักษะด้านการทำความเข้าใจและการสื่อสารของลูกน้อยค่ะ ทำไมลูกคอแข็งช้าจัง สาเหตุที่ทารกตัวน้อยบางคนคอแข็งช้าอาจเนื่องมาจากมีความผิดปกติด้านร่างกาย ความพิการของระบบประสาทตา และหู หรือมีความสามารถด้านการเคลื่อนไหวที่ไม่สามารถควบคุมได้ และสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือคุณแม่คุณพ่อละเลยที่จะช่วยลูกฝึกฝนเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อคออย่างถูกต้องนั่นเองค่ะ หากพบว่าลูกน้อยวัย 3 เดือนยังไม่สามารถชันคอได้ หรือเมื่อจับเจ้าตัวเล็กวัย 4 เดือนคว่ำแล้วเขายังไม่สามารถชันคอขึ้นมาได้ อย่ารอช้าค่ะ คุณแม่ควรรีบพาลูกน้อยไปรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงเกี่ยวกับพัฒนาการที่ล่าช้านี้ค่ะ

ฝึก “ตั้งไข่” ให้ดี มีผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูก
การ “ตั้งไข่” ของเจ้าตัวเล็กวัย 8-9 เดือนนั้นถือเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นของคุณพ่อคุณแม่ทุกคนเลยก็ว่าได้นะคะ เพราะนี่ถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับ “ก้าวแรก” ของชีวิตลูกน้อยก่อนเข้าสู่วัยเตาะแตะในไม่ช้า แล้วคุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่าการฝึกลูกตั้งไข่นอกจากจะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้เจ้าตัวเล็กแล้ว ยังมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของเขาด้วยนะ ฝึกตั้งไข่อย่างไรให้ปลอดภัย ในช่วงแรกของการเริ่มฝึกตั้งไข่ลูกรักอาจมีจังหวะก้าวเหมือนจะเดินได้หนึ่งหรือสองก้าว แต่แล้วก็กลับนั่งจ้ำเบ้าลงกับพื้น นั่นเพราะเขายังทำได้ไม่ถนัดนัก จึงต้องอาศัยการฝึกบ่อยๆ เขาจะค่อยๆ ทำได้ดีขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ควรจัดพื้นที่ภายในบ้านให้โล่งขึ้นอย่าให้มีสิ่งกีดขวาง รวมทั้งควรมีที่เกาะที่แข็งแรงมั่นคง ไม่ล้มง่าย เหมาะให้เจ้าตัวเล็กยึดเกาะ และต้องไม่มีเหลี่ยมมุม ไม่มีผ้าปูหรือสิ่งที่อาจตกลงมาเป็นอันตราย ที่สำคัญคือ คุณพ่อคุณแม่ควรอยู่ใกล้ชิดเป็นเงาตามตัวขณะที่ลูกฝึกการทรงตัว เพื่อคอยดูแลและให้ความช่วยเหลือพร้อมทั้งส่งกำลังใจเจ้าตัวเล็กด้วยค่ะ ทรงตัวดีมีผลต่อสมอง เมื่อเจ้าตัวน้อยสามารถยืนได้ด้วย 2 ขา และสามารถควบคุมร่างกายให้ตั้งตรง นั่นหมายถึงว่า เขามีการทรงตัว ซึ่งการทรงตัวนี้ถูกควบคุมโดยหูชั้นกลางและหูชั้นในที่มีเส้นใยประสาทเชื่อมโยงกับสายตา ทำหน้าที่สำคัญในการทรงตัวไม่ว่าร่างกายจะเคลื่อนไหวไปอย่างไร ดังนั้น เมื่อลูกรักสามารถทรงตัวได้ดีนั่นแสดงให้เห็นว่าสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของเขาทำงานได้ดี มีการประมวลผลการรับรู้ของสมองดี และมีพัฒนาการด้านร่างกายที่ดีด้วย การทรงตัวจึงมีความสำคัญต่อเจ้าตัวเล็กวัยแรกเกิดถึงวัยหัดเดินมาก เคล็ดลับช่วยลูก “ฝึกตั้งไข่” Ÿเมื่อลูกเริ่มตั้งไข่กำลังใจจากพ่อแม่คือสิ่งสำคัญค่ะ อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ควรเป็นตัวช่วยเพื่อหลอกล่อให้ลูกน้อยขยับขาก้าวเดินมาหาในระยะใกล้ๆ Ÿ เมื่อลูกเริ่มหัดยืนและเดินใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจช่วยจับข้อศอกหรือข้อมือของลูกเพื่อพยุงไว้ และสร้างความอุ่นใจให้กับเขา เมื่อลูกรักสามารถตั้งไข่ได้คล่องขึ้นจึงลองปล่อยให้ยืนและเดินด้วยตัวเอง Ÿ เมื่อก้าวแรกของลูกมาถึงการหาของเล่นแบบลากจูง หรือการจูงมือกันออกไปเดินเล่นนอกบ้าน จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กสนุกกับการก้าวเดินมากขึ้น การพาลูกน้อยไปพบเจอเด็กในวัยเดียวกัน จะช่วยกระตุ้นให้เขามีความพยายามในการยืนหรือเดินเองมากขึ้นนะคะ Ÿ ปล่อยให้ลูกได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ อย่าพยายามเข้าไปอุ้มบ่อยๆ แม้ตอนเดินเกาะเขาจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้าง หากยังปลอดภัยไม่เจ็บตัวก็ปล่อยให้เขาได้พยายามลุกขึ้นด้วยตัวเองดีที่สุดนะคะ ช่วงเวลาแห่งการตั้งไข่นั้นเป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญของชีวิตลูก การค่อยๆ ฝึกทีละน้อยจะนำไปสู่การทรงตัวที่ดี และมีพัฒนาการสมองที่ดี การเคลื่อนไหวและความแข็งแรงของร่างกายก็ดีตามไปด้วย แบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่จะไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาสำคัญนี้เหรอคะ... มาฝึกลูกตั้งไข่กันเถอะค่ะ

เคล็ดลับดูแลลูกวัยแรกเกิดที่คุณแม่ป้ายแดงต้องรู้
หลังวินาทีแห่งความตื่นเต้นผ่านพ้นไปพร้อมกับการปรากฏตัวของสมาชิกตัวน้อยๆ ในครอบครัว เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลายคนมักกังวลและประสบกับปัญหาสารพัดเรื่องในชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงดูลูกน้อย หากคุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงคนไหนที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าจะเริ่มดูแลลูกน้อยอย่างไร ขอให้มาดูเคล็ดลับดีๆ ต่อไปนี้ที่เรานำมาฝากกันค่ะ Ÿอาบน้ำจ๋อมแจ๋ม การอาบน้ำให้เจ้าตัวเล็กวัยแรกเกิดนั้นควรทำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น อาจเป็นช่วงสายๆ และช่วงก่อนค่ำ โดยใช้อุปกรณ์ เช่น สบู่ แชมพู ฟองน้ำ ผ้าเช็ดตัว และอ่างอาบน้ำที่มีแผ่นกันลื่นจากนั้นก็เริ่มกันเลยค่ะ เริ่มจากเตรียมน้ำใส่ลงในอ่างอาบน้ำในอุณหภูมิที่ไม่เย็นหรือร้อนจัดเกินไป แล้วค่อยๆ วักน้ำขึ้นมาลูบตัวลูกเบาๆ เพื่อให้เขาได้ปรับตัว สระผมก่อนด้วยการประคองท้ายทอยและศีรษะของลูก ใช้นิ้วโป้งและนิ้วก้อยพับใบหูลูกเอาไว้ นวดวนให้ทั่วศีรษะอย่างเบามือ จากนั้นจึงใช้ฟองน้ำล้างทำความสะอาด การอาบน้ำให้เน้นทำความสะอาดตามซอกพับ โดยเฉพาะขาหนีบ รักแร้ และทวารหนัก เพื่อลดการระคายเคืองและแหล่งสะสมเชื้อโรคบนผิว Ÿสะดือและอวัยวะเพศต้องทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน การทำความสะอาดสะดือและอวัยวะเพศของเบบี้เป็นสิ่งที่คุณแม่จะต้องใส่ใจเป็นพิเศษค่ะเพราะมักเกิดการอับชื้นได้ง่าย วิธีการคือใช้แอลกอฮอล์ 70% เช็ดทุกครั้งหลังอาบน้ำจนกว่าสายสะดือจะหลุดและโคนสะดือแห้ง ห้ามโรยแป้งหรือยาผงโรยสะดือเด็กเป็นอันขาดเพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ ส่วนอวัยวะเพศและก้นต้องรีบเช็ดทำความสะอาดทันทีหลังเจ้าตัวเล็กฉี่หรืออึ ด้สนการใช้สำลีชุบน้ำเช็ดคราบฉี่และอึที่ติดอยู่ออกอย่างเบามือ โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังแล้วใช้ผ้าขนหนูซับให้แห้งสนิท Ÿเสื้อผ้าต้องอ่อนโยน เสื้อผ้าของเจ้าตัวเล็กควรเป็นชุดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มระบายอากาศ มีตะเข็บน้อย อาจเป็นเสื้อสวมแขนแบบผูกปมเชือกด้านหน้าหรือด้านหลัง กางเกงควรเป็นแบบผูกเชือกหรือขอบยางยืด เพื่อง่ายต่อการสวมใส่ Ÿนมแม่สำคัญที่สุด น้ำนมแม่นั้นเป็นแหล่งสารอาหารหลักชั้นยอดของทารกตลอด 1 ปีแรก เพราะสารอาหารที่อยู่ในน้ำนมส่งผลต่อการเติบโตและพัฒนาการของลูกน้อยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อทารกอายุได้ราว 6 สัปดาห์ จะเริ่มมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วอาจทำให้ลูกน้อยหิวบ่อยมากกว่าเดิม คุณแม่ควรเพิ่มความถี่ในการให้นมลูกในระยะนี้ค่ะ Ÿ สานสัมพันธ์สายใยรักให้แนบแน่น การทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและได้รับความรักถือเป็นการช่วยสานสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ลูกให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดังนั้น คุณแม่ควรนวดหรือลูบแขนขาลูกอย่างแผ่วเบา และการโอบกอดเขาไว้ระหว่างที่กำลังให้นมหรืออุ้มกล่อมลูก แค่นี้เจ้าตัวเล็กก็ยิ้มอย่างมีความสุขแล้วค่ะ ในช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่อาจต้องปรับตัวและทำความเข้าใจครั้งใหญ่เพื่อทุ่มเทดูแลลูกน้อย จนทำให้เหนื่อย เครียดและไม่มีเวลาพักผ่อนมากนัก แต่เชื่อเถอะว่าการได้มองเห็นการเติบโตของเขาในทุกๆ วันจะทำให้คุณพ่อคุณแม่หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งแน่นอนค่ะ

ลูกอ่านได้แน่ ถ้าคุณแม่ปลูกฝังเร็ว
รู้ไหมคะว่าลูกน้อยของคุณนั้นชื่นชอบเหลือเกินกับการได้มองเห็นริมฝีปากของคุณแม่ขยับไปมา พร้อมๆ กับที่มีเสียงสูงๆ ต่ำๆ เหมือนเสียงดนตรีดังออกมาด้วยยามเล่าหรืออ่านนิทาน และถึงแม้เขาจะไม่รู้และไม่เข้าใจสิ่งที่คุณแม่พูด เรื่องที่คุณแม่เล่า แต่เจ้าตัวเล็กก็อยากร่วมวงส่งเสียงด้วยผ่านการพยายามพ่นน้ำลายให้เกิดเสียงค่ะ นี่เป็นสัญญาณที่ดีส่งถึงคุณแม่ว่าเจ้าตัวเล็กกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้เรื่องการสื่อสารและการอ่านนะคะ เริ่มส่งเสริมการอ่านให้ลูกเมื่อไรดี การปลูกฝังนิสัยรักการอ่านไม่มีคำว่าเร็วเกินไปค่ะ คุณแม่สามารถสร้างนิสัยรักการอ่านให้ลูกได้ตั้งแต่วัยแบเบาะ ผ่านการเป็นหนอนหนังสือคอยอ่านนิทานให้เจ้าตัวน้อยฟังอยู่เสมอเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ลูกรู้สึกคุ้นเคยกับการอ่าน ซึ่งคุณแม่จำเป็นต้องสร้างความรู้สึกดีให้เกิดขึ้นกับการอ่านก่อน และต้องเข้าใจด้วยว่าพัฒนาการแต่ละช่วงวัยของลูกเป็นอย่างไร อาจมีบางช่วงที่เขาห่วงเล่นมากกว่านั่งฟังคุณแม่อ่านนิทานค่ะ ที่สำคัญคือควรกระตุ้นให้เหมาะกับวัยเพื่อไม่ให้ลูกรู้สึกว่าถูกบังคับหรือยัดเยียดให้อ่านค่ะ วัย 0-1 ปี... กระตุ้นอย่างไรดี ลูกรักวัย 6 เดือนจะยังไม่รู้จักภาษา พูดไม่เป็นคำ ได้แต่ส่งเสียงอ้อแอ้ มีสมาธิในการฟังสั้นๆ คุณแม่จึงควรเปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นและทำความรู้จักกับหนังสือในฐานะของเล่นชิ้นโปรด หากลูกขยำหนังสือจนยับยู่ยี่ขอให้ใจเย็น อย่าดุหรือกลัวหนังสือนิทานพังยับไปกับมือลูก แต่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้สัมผัสจับต้องด้วยตัวเองเพื่อกระตุ้นประสาทสัมผัส ท่องไว้ว่าเป้าหมายของเราคือสร้างให้ลูกวัยนี้คุ้นเคยกับหนังสือเท่านั้นค่ะ หนังสือแบบไหนเหมาะกับวัย 0-1 ปี Ÿคราวนี้ก็มาถึงคำถามที่ว่า ควรเลือกหนังสือแบบไหนให้กับลูกวัยเบบี้ดี เรามีคำแนะนำง่ายๆ มาฝากค่ะ เลือกหนังสือที่สื่อด้วยภาพที่เข้าใจง่าย มีขนาดเล่มที่ใหญ่เห็นภาพสีสันสดใสได้ชัด เนื้อเรื่องของหนังสือต้องไม่มีตัวหนังสือเยอะจนตาลาย หรือไม่มีตัวหนังสือเลย หรือมีประโยคสั้นๆ หนังสือที่เลือกมาสำหรับวัย 0-1 ปีควรใช้ภาษาสั้น กระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง เป็นคำคล้องจองที่ออกเสียงสั้นๆ ง่ายๆ เป็นคำที่ใกล้ตัวใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน เพื่อปูพื้นฐานให้ลูกเรียนรู้คำศัพท์ และกระตุ้นให้เขาพูดสื่อสารได้เร็ว ยิ่งคุณแม่เพิ่มเสียงสูงต่ำเป็นจังหวะจะโคนขณะเล่าด้วยเขาจะจำได้ดีค่ะ Ÿรูปเล่มของหนังสือต้องทนทานต่อการใช้งาน ไม่มีมุมแหลมคม ไม่หนาหรือหนักเกินไป หากเป็นนิทานที่ใช้เล่นเป็นของเล่นได้ด้วยต้องพิจารณาวัสดุดีๆ ค่ะว่าปลอดภัยไร้สารพิษหรือไม่ เคล็ดลับสร้างหนูน้อยนักอ่าน เมื่อเลือกนิทานเล่มโปรดได้แล้วลองอุ้มลูกนั่งตักคุณแม่แล้วเปิดหนังสือไปพร้อมกัน เจ้าตัวเล็กจะกวาดสายตามองไปตามนิ้วคุณแม่ที่ไล่ไปตามตัวอักษรและภาพ พร้อมๆ กับฟังเสียงคุณแม่เล่าเรื่องราว คุณแม่ควรเพิ่มน้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจขณะอ่านให้ลูกฟังเพื่อกระตุ้นความสนใจ นอกจากจะช่วยฝึกทักษะการฟังแล้วลูกยังรู้สึกอยากพูด อยากโต้ตอบ เจ้าตัวเล็กก็จะจดจำและเลียนเสียงตามได้ง่าย และความถูกต้องเหล่านี้จะทำให้ลูกอ่านหนังสือและพูดได้เร็วขึ้นค่ะ การสร้างหนูน้อยนักอ่านทำได้ง่ายนิดเดียว แค่คุณแม่เลือกสรรหนังสือที่เหมาะกับวัยของลูกและให้เวลาคุณภาพกับเจ้าตัวเล็กอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูกได้แล้วค่ะ