บทความสาระแนะนำ
Growth Hormone กับการเจริญเติบโตของลูกน้อย
เมื่อลูกนอนหลับ Growth Hormone จะถูกหลั่งออกมา ซึ่ง Growth Hormone นี้มีประโยชน์ในแง่การเจริญเติบโตของลูกน้อยอย่างมากค่ะ ไขคำตอบ Growth Hormone คืออะไร Growth Hormone เป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของลูกน้อย จะถูกสร้างและหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองในช่วงที่ลูกน้อยนอนหลับสนิทค่ะ โดยปกติแล้วร่างกายของลูกน้อยจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ได้อยู่แล้ว แต่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับการนอนหลับพักผ่อนของลูกว่าเพียงพอหรือไม่ค่ะ หากพักผ่อนเพียงพอ Growth Hormone หลั่งเต็มที่ ร่างกายของลูกก็จะ… เจริญเติบโตได้ดี ร่างกายแข็งแรง มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐาน สมองเรียนรู้และจดจำได้ดี ระบบภูมิต้านทานดี แต่ถ้านอนไม่พอ ตื่นบ่อย ก็อาจทำให้ขาด Growth Hormone และส่งผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายได้ทั้ง... ร่างกายแคระแกรน ตัวเตี้ย อ่อนเพลียง่าย ระบบภูมิต้านทานต่ำ ดังนั้นหากต้องการให้ลูกหลับสนิทและ Growth Hormone ทำงานอย่างเต็มที่คุณแม่ควรจัดบรรยากาศการนอนของลูกอย่างเหมาะสม และหาตัวช่วยที่ทำให้ลูกหลับสนิทและหลับได้ยาวตลอดคืนอย่างเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติก็จะช่วยให้ลูกมีการเจริญเติบโตอย่างสมวัยแล้วค่ะ

จัดการปัญหาลูกรักไม่ยอมนอนในเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ
ข้อดีของเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติอีกข้อหนึ่งก็คือสามารถช่วยฝึกวินัยในการนอนของลูกให้นอนหลับได้ด้วยตัวเอง แต่ปัญหาก็คือเด็กบางคนติดการอุ้มกล่อมจนหลับ หรือติดการนอนหลับบนเตียงคุณแม่ (สาเหตุของภาวะไหลตายในเด็ก) ไปเสียแล้ว วันนี้ Fico มีวิธีจัดการปัญหามาฝากกันค่ะ - วางตำแหน่งเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติไว้ในมุมที่ลูกนอนหลับเป็นประจำ จะทำให้ลูกรู้สึกชินกับเปลได้เร็วขึ้นค่ะ - นำเสื้อของคุณแม่ไปวางไว้ใกล้ๆ ลูก กลิ่นของคุณแม่จะทำให้ลูกรู้สึกผ่อนคลายขึ้นค่ะ - หรี่ผ้าม่านให้ห้องไม่สว่างเกินไป และเปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25-27 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เหมาะสมกับลูกน้อย - นำสิ่งของที่อาจทำให้เกิดเสียงออกจากเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ อาทิ ของเล่น ขวดนม เพราะสิ่งของเหล่านี้อาจทำให้เกิดเสียงรบกวนเมื่อเปลไกวได้ค่ะ - ปรับระดับการไกวตามที่ลูกชอบ โดยเริ่มจากระดับเบาสุดก่อนจากนั้นจึงค่อยๆ ทดลองว่าลูกนอนหลับได้ดีในระดับความเร็วเท่าไร - อยู่เคียงข้างลูกเสมอในขณะที่กล่อมนอนในเปล จะช่วยตัดความกังวลในเรื่องการห่างจากแม่ออกไปได้ การปรับพฤติกรรมให้ลูกสามารถนอนหลับได้ด้วยตัวเองไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว ดังนั้นคุณแม่ต้องเน้นทำซ้ำทำบ่อย เท่านี้ก็จะช่วยฝึกวินัยการนอนที่ดีให้ลูกได้ค่ะ

‘เตรียมของใช้ให้ลูกน้อย’ เรื่องจำเป็นที่คุณแม่มือใหม่พลาดไม่ได้
การเตรียมข้าวของเครื่องใช้ให้ลูกวัยแรกเกิด ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ จะเตรียมอะไร? อย่างไรดี? วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ ไปติดตามพร้อมๆ กันนะคะ เสื้อผ้าลูกน้อย ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้านุ่มและโปร่งสบาย ไม่มีการย้อมสีและสารเคมี ซึ่งอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวบอบบางของลูกได้ ผ้าอ้อม ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแม่ว่าจะใช้ผ้าอ้อมผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป หากเลือกใช้ผ้าอ้อมผ้าควรเตรียมไว้อย่างน้อย 24 ผืน แผ่นรองซับ หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก สำหรับรองก้นลูกเวลาทำความสะอาด แผ่นซับน้ำนม สำหรับคุณแม่เพื่อป้องกันน้ำนมไหลเปรอะเสื้อ หมอนให้นม กรณีที่คุณแม่ให้ลูกทานนมแม่ หมอนให้นมจะช่วยคุณแม่คลายความเมื่อยขณะให้นมได้ ขวดนมและอุปกรณ์ทำความสะอาดขวดนม ควรเลือกขวดนมที่ได้มาตรฐาน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและปลอดภัยต่อทารก ครีมทาป้องกันหัวนมแตกจากการให้นมบุตร ครีมอาบน้ำและยาสระผม เลือกแบบที่อ่อนโยนต่อผิวทารก สำลีทำความสะอาด คอตตอนบัด แอลกอฮอล์สำหรับเช็ดสะดือลูกน้อย เปลและที่นอน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกวัยทารก เพราะการให้ลูกน้อยนอนร่วมเตียงเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ถือเป็นสาเหตุหนึ่งของภาวะไหลตายในเด็ก (SIDS) ดังนั้นเพื่อการนอนหลับอย่างปลอดภัยของลูก คุณแม่ควรจัดหาเปลหรือเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติที่มีความแข็งแรงทนทาน มีคุณภาพมาตรฐาน และไกวด้วยความเร็วสม่ำเสมอและนุ่มนวลเพื่อลูกน้อยนอนหลับสบายอย่างปลอดภัยตลอดคืนค่ะ เครื่องนอน ควรเลือกที่ทำจากผ้าคอตตอน 100% และไม่วางเกะกะเต็มเปล แต่ใช้เพียงที่จำเป็น เช่น ผ้าห่อตัวขณะหลับ เพราะการวางเครื่องนอนหลายชิ้น ทั้งผ้าห่ม หมอน หมอนข้างที่นุ่มนิ่ม อาจทำให้เกิดภาวะไหลตายในเด็กได้ (SIDS) คาร์ซีท ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยป้องกันอันตรายขณะลูกน้อยอยู่บนรถได้อย่างดี คุณแม่จึงควรติดตั้งคาร์ซีทและจัดให้ลูกนั่งอยู่ในคาร์ซีทขณะออกเดินทางทุกครั้ง จะช่วยป้องกันอุบัติเหตุและอันตรายรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกได้ ของเล่นเสริมพัฒนาการ ไม่จำเป็นต้องซื้อเยอะมากมาย แต่ควรเน้นที่ความปลอดภัย ตรงตามวัย สีสันสดใส นุ่มนิ่ม ผิวสัมผัสหลากหลาย และมีเสียง จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้ดีค่ะ เลือกของใช้ให้ลูกไม่ใช่เรื่องยาก แต่จะให้ดีที่สุดต้องดูที่ความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่งนะคะ

"เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ"เพื่อลูกรักหลับสบาย
การนอนหลับถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากช่วยให้ร่างกายลูกได้พักผ่อนแล้ว คุณแม่ยังได้พักผ่อนตามไปด้วยค่ะ ในต่างประเทศเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งยังได้รับการยอมรับว่าช่วยให้ลูกหลับสนิทได้จริง สำหรับเหตุผลที่เปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติทำให้ลูกน้อยหลับสนิทนั้นก็เป็นเพราะเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติทำให้ลูกรู้สึกเหมือนตอนที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั่นเองค่ะ ช่วงที่ลูกน้อยอยู่ในครรภ์ของคุณแม่นั้น คุณแม่จะมีการขยับเขยื้อนร่างกายตลอดเวลา ลูกน้อยจึงคุ้นชินกับการนอนหลับขณะคุณแม่เคลื่อนไหวร่างกาย เช่นเดียวกันลูกมักตื่นเมื่อทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว สังเกตได้จากเมื่อคุณแม่ล้มตัวลงนอนหรือนั่งเฉยๆ ลูกน้อยก็จะมีการเคลื่อนไหวร่างกายและถีบท้องคุณแม่อยู่บ่อยครั้งค่ะ ด้วยเหตุนี้เอง"การไกวด้วยจังหวะที่นุ่มนวลของเปลไกวไฟฟ้าอัตโนมัติ" จึงทำให้ลูกรักหลับสบายเพราะรู้สึกราวกับว่าอยู่ในท้องของคุณแม่นั่นเองค่ะ
ระวัง! ภัยจากเครื่องเขียน
การให้เจ้าตัวเล็กได้ขีดๆ เขียนๆ นั้นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการหลายด้านของลูกนะคะ ทั้งการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก การทำงานประสานระหว่างสายตาและมือ รวมทั้งสติปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้การส่งเสริมสนับสนุนให้เขาได้ขีดเขียนตามจินตนาการอย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรื่องความปลอดภัยก็มีความสำคัญเช่นกัน การขีดเขียนของลูกจึงควรเกิดจากการใช้อุปกรณ์ที่มีคุณภาพไม่สร้างอันตรายให้แก่เขาด้วยค่ะ เครื่องเขียนเจ้าตัวเล็ก... ภัยอาจไม่เล็ก หากไม่คิดอะไรมากเครื่องเขียนของลูกน้อยอาจดูไม่น่าจะมีอันตรายใดๆ แต่ใส่ใจสักนิดคุณพ่อคุณแม่จะตกใจเมื่อรู้ว่าเครื่องเขียนเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เด็กหลายคนเจ็บตัวและถึงขั้นอาจสูญเสียความสามารถในการทำงานของร่างกายบางส่วนได้ 1. ดินสอ เป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนชิ้นแรกๆ ที่ลูกรักได้สัมผัสและใช้งานเป็นประจำ แต่ก็สามารถก่ออันตรายให้ลูกได้หากไม่ระมัดระวังในการใช้งาน เช่น อาจเกิดอุบัติเหตุดินสอแทงตามเนื้อตัวหรืออวัยวะสำคัญต่างๆ ได้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรดูแลอย่างใกล้ชิดยามลูกใช้อุปกรณ์ชนิดนี้ 2. สีไม้ อุปกรณ์ศิลปะแท่งเล็กๆ เหมาะกับนิ้วมือน้อยๆ ของลูกนี้ แม้จะจับได้โดยสีไม่ติดนิ้วและราคาไม่แพง แต่ก็มีข้อควรระวังคืออย่าให้ลูกเอาเข้าปาก จมูก หู หรือถือเดิน วิ่งไปมา เพราะส่วนแหลมคมของหัวดินสอสีไม้อาจทิ่มตำเนื้อตัวหรือดวงตาของลูกได้ นอกจากนี้บรรดาสีทั้งหลายทั้งสีเทียน สีน้ำ หรือสีชอล์ก หากเด็กๆ จำเป็นต้องใช้คุณพ่อคุณแม่จะต้องพิถีพิถันในการเลือกซื้อ โดยเลือกแบบ non toxic หรือมีกระบวนการผลิตที่ไร้สารพิษ สารตะกั่ว เพื่อความปลอดภัยค่ะ 3. น้ำยาลบคำผิด แม้จะเป็นอุปกรณ์สำนักงานของคุณพ่อคุณแม่ แต่บางครั้งด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปคุณพ่อคุณแม่นำงานกลับมาทำที่บ้านบ่อยขึ้น ลูกจึงมีโอกาสได้หยิบจับและทดลองใช้น้ำยาลบคำผิดได้ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ดังนั้น เพื่อกันไว้ดีกว่าแก้คุณพ่อคุณแม่จึงควรเลือกซื้อน้ำยาลบคำผิดที่มีเครื่องหมายมาตรฐานอุตสาหกรรม และต้องสอนให้ลูกรักรู้วิธีการใช้อย่างถูกต้องปลอดภัย โดยสอนให้เขารู้ว่าควรหลีกเลี่ยงการสูดดมไอระเหยของน้ำยาลบคำผิดเพราะอาจได้รับพิษจากสารตะกั่วที่ผสมอยู่ หรือกรณีที่บ้านไหนมีเด็กเล็กควรเก็บอุปกรณ์ลบคำผิดให้พ้นหูพ้นตาที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกหยิบจับเข้าปากได้ค่ะ 4. กาว เป็นสิ่งที่เด็กเล็กไม่ควรใช้ แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานประดิษฐ์ชิ้นสวยของลูก ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้กาว แนะนำให้เลือกแป้งเปียกให้เจ้าตัวเล็กแทนดีกว่า วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำแป้งมันผสมน้ำไปตั้งไฟเคี่ยวและรอให้เย็น เท่านี้ก็ช่วยให้ลูกได้ใช้กาวอย่างปลอดภัยแล้วค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กการจะส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อของเขานั้นสามารถพลิกแพลงใช้ของจากธรรมชาติให้ลูกได้บริหารกล้ามเนื้อและต่อยอดจินตนาการได้เช่นกันนะคะ เช่น กิจกรรมคั้นน้ำอัญชัน น้ำใบเตยเพื่อสุขภาพ หรือการเล่นเพื่อบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กในรูปแบบอื่นๆ ส่วนเครื่องเขียนหากต้องการให้ลูกใช้จริงๆ ควรเลือกแบบที่ไม่มีความแหลมคม อาจเป็นสีเทียน สีชอล์กที่จับถนัดมือ และปลอดสารเคมี ที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องอยู่ใกล้เสมอเมื่อตัดสินใจให้ลูกใช้เครื่องเขียน เพียงเท่านี้ก็ช่วยให้ลูกรักปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ แถมยังได้ส่งเสริมพัฒนาการด้านการเรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยอีกด้วยค่ะ

5 เรื่องต้องระวัง... อย่าทำแบบนี้กับเบบี้แรกเกิด
ทารกแรกเกิดยังไม่สามารถดูแลตนเองได้ คุณพ่อคุณแม่จึงต้องใส่ใจคอยสังเกต และดูแลในเรื่องความปลอดภัยมากเป็นพิเศษทั้งเรื่องสุขภาพและพัฒนาการ แต่ก็มีหลายครั้งที่คุณพ่อคุณแม่อาจพลั้งเผลอทำบางสิ่งบางอย่างกับลูกน้อยโดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่ควรทำ จะมีอะไรบ้างลองมาเช็กกันค่ะ 1. ให้ลูกกินอย่างอื่นนอกจากนมแม่ ทารกแรกคลอดควรได้รับอาหารหลักเพียงชนิดเดียวเท่านั้นซึ่งก็คือ นมแม่ เพราะกระเพาะอาหารและลำไส้เบบี้ตัวเล็กยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารชนิดอื่น หากกินอาหารชนิดอื่นเข้าไปอาจทำให้ท้องเสียและป่วยได้ รอนิดนะคะเมื่อลูกอายุครบ 6 เดือนและระบบย่อยของลูกพร้อมแล้วค่อยให้กินอาหารเสริมค่ะ 2. ไม่ประคองคอเวลาอุ้ม ลูกน้อยวัยเบบี้ยังมีกระดูกหรือข้อต่อที่ไม่แข็งแรงนัก หรือจะเรียกว่าเปราะบางเลยก็ได้ แถมยังมีโอกาสบิดงอได้ง่าย ไม่สามารถทนต่อการรับแรงกระแทก กด ทับ ดึง หรือยื้อได้ โดยส่วนที่แตกหักบ่อยที่สุดคือกระดูกแขน ขา มือ เท้าและไหปลาร้า การอุ้มหรือเล่นกับลูกแต่ละครั้งคุณพ่อคุณแม่จึงต้องระมัดระวังช่วงข้อต่อและคอเป็นพิเศษค่ะ นอกจากนี้ควรจัดท่านอนสำหรับลูกรักให้นอนหงายโดยให้ลำตัว แขน และขาปล่อยสบายๆ ไม่ให้ส่วนใดทับหรือบิดงอ ไม่ต้องกังวลเรื่องศีรษะจะแบนค่ะ 3. จับลูกโยน สมองของลูกวัยขวบปีแรกยังพัฒนาไม่เต็มที่ เส้นเลือดมีโอกาสฉีกขาดได้ง่าย ประกอบกับน้ำในช่องสมองมากกว่าเนื้อสมอง ทำให้หากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เช่น ถูกโยนกลางอากาศ เขย่า หรือโยกหัวอย่างรุนแรงอาจจะทำให้เกิดภาวะ Shaken Baby Syndrome (SBS) ที่เนื้อสมองไปกระทบกับกะโหลกศีรษะจนมีเลือดออกในสมอง จนส่งผลต่อพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ค่ะ 4. ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผิวหนังลูกน้อยวัยเบบี้นั้นบางใสจนสามารถมองเห็นเส้นเลือดข้างใน แถมยังไม่มีแบคทีเรียที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคภายนอกได้เหมือนผู้ใหญ่ จึงบอบบางมีโอกาสแพ้ง่าย แถมยังเกิดแผลถลอกได้มากกว่าปกติด้วย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องสัมผัสและอุ้มลูกอย่างระมัดระวัง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กและไม่มีสารตกค้างเพื่อป้องกันการระคายผิวลูกรักค่ะ 5. พาลูกเที่ยวนอกบ้าน ถือเป็นกิจกรรมยอดฮิตของทุกบ้านเลยก็ว่าได้นะคะ แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้ค่ะว่าภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูกน้อยวัยเบบี้ยังทำงานไม่สมบูรณ์เต็มที่ อีกทั้งเขายังไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ อย่างเหมาะสมมากพอ การพาเขาไปอยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยฝุ่นละออง มลพิษ เชื้อโรค เป็นการเสี่ยงที่ร่างกายจะเจ็บป่วยได้ง่าย ควรอยู่ในบ้านสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงก่อนจะดีกว่าค่ะ เช็กกันแล้วใช่ไหมคะ มีข้อไหนที่คุณยังทำอยู่หรือเปล่า... ถ้ามี ปรับเปลี่ยนตอนนี้ยังไม่สายเพื่อสุขภาพร่างกายและพัฒนาการที่ดีของลูกรักนะคะ

เรื่องต้องรู้... เมื่อลูกรักเริ่มหัดเดิน
เด็ก ๆ จะเริ่มเดินได้ประมาณ 1 ขวบ ซึ่งถือว่าตรงตามพัฒนาการ แต่เด็กบางคนก็เดินได้ก่อน 1 ขวบ และเด็กบางคนก็เดินช้ากว่า 1 ขวบแต่ไม่ควรเดินช้า กว่า 18 เดือนค่ะ เรื่องสำคัญสำหรับการเดินของลูก มีดังนี้... 1. ก่อนที่จะเริ่มหัดเดินกลไกธรรมชาติจะให้ลูกน้อยเริ่มฝึกกล้ามเนื้อตัวเองให้ตั้งตรงก่อนด้วยการนั่ง ตั้งแต่อายุประมาณ 6 เดือน ตามด้วยการเกาะสิ่งต่างๆ ทั้งขาคุณแม่และเฟอร์นิเจอร์ จนถึงประมาณเดือนที่ 10 ร่างกายของเขาก็จะตั้งตรงได้ทั้งตัวแล้วค่ะ 2. ก้าวแรกสำคัญที่สุดนะคะ เจ้าตัวเล็กจะเริ่มตั้งไข่และมีก้าวแรกของชีวิตเขาเมื่ออายุเข้าวัยประมาณ 9-15 เดือนค่ะ อาจจะลุ้นกันนานหน่อยหลังตั้งไข่ว่าเมื่อไรเขาจะก้าวเดิน แต่เมื่อลูกรักเริ่มก้าวแรกแล้วคุณพ่อคุณแม่หมดกังวลได้เลยค่ะ ก้าวต่อไปจะตามมาเองค่ะ 3. เมื่อไรที่เห็นเจ้าตัวเล็กเริ่มเกาะสิ่งรอบตัวเพื่อให้พยุงตัวยืน คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยสร้างความมั่นใจให้เขามากขึ้นด้วยการจับเขาลองเดิน เพื่อให้ลูกรักทดลองก้าวขาตามค่ะ 4. อาจดูแปลกแต่เป็นไปได้นะคะว่าถ้าลูกน้อยเห็นเด็กๆ วัยเดียวกันสามารถเดินได้แล้ว เขาจะอยากก้าวเดินตามและเกิดการเลียนแบบพฤติกรรม ทำให้เขามีพัฒนาการเร็วได้เช่นกันค่ะ 5. การหัดเดินที่ดีต้องไม่มีถุงเท้าหรือรองเท้ามากวนใจลูกนะคะ การเดินเท้าเปล่าบนพื้นที่ไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป หรือเดินบนพื้นหญ้า จะทำให้เจ้าตัวน้อยเพลิดเพลินมากขึ้นไปอีกค่ะ 6. เมื่อลูกรักเริ่มก้าวเท้าน้อยๆ ด้วยตัวเองแล้วเขาจะไม่หยุดเดินง่ายๆ เพราะอยากจะอวดคุณพ่อคุณแม่เหลือเกินว่าหนูทำได้แล้วนะ ทำใจไว้เลยค่ะว่าจะเห็นเขาเดินไปมาตลอดเวลาแน่ๆ และ Step ของการออกวิ่งก็กำลังจะตามมาในเร็ววันนี้เช่นกันค่ะ 7. พื้นที่ปลอดภัยในบ้านสำคัญมากสำหรับการเดินของลูกรักนะคะ สิ่งของที่จะเป็นอุปสรรคและก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ควรวางให้พ้นทางเดินหรือเกินที่เจ้าตัวเล็กจะเอื้อมมือถึงค่ะ อ้อ... มุมโต๊ะ มุมเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ต้องเก็บให้เรียบด้วยวัสดุกันกระแทกด้วยนะคะ การที่ลูกน้อยจะเดินได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูอย่างเอาใจใส่ด้วยความรัก และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อค่ะ ดังนั้น ควรให้เขาได้รับสิ่งดีๆ และมีประโยชน์ครบตามพัฒนาการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างทั้งความอบอุ่น มั่นใจ และพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อที่แข็งแรงนะคะ อย่างไรก็ตาม เขาควรเดินได้ในวัยไม่เกิน 18 เดือน หากเกินกว่านี้ควรรีบปรึกษาคุณหมอเพื่อรับคำแนะนำหรือรับการตรวจอย่างละเอียดต่อไปค่ะ
9 เทคนิคช่วยเจ้าตัวเล็ก “กินนม(แม่)ง่ายขึ้น”
บางครั้งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคุณแม่หลายๆ ท่านนะคะ ทั้งน้ำนมน้อยบ้างละ ลูกน้อยไม่ยอมดูดบ้างละ สรุปโดยรวมแล้วดูช่างยากเย็นจนคุณแม่อาจท้อใจไปเลยก็ได้ แต่อย่าเพิ่งยอมแพ้ค่ะ เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่จะช่วยให้การให้นมลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้น ดังนี้ค่ะ 1. ศึกษาหาวิธีที่ถูกต้อง คุณแม่ควรใช้ช่วงเวลาของการรอคลอดให้เป็นประโยชน์ค่ะ ลองศึกษาวิธีการและเทคนิคการให้นมลูกไว้ก่อนเนิ่นๆ ค่ะ เมื่อเวลาแห่งการให้นมมาถึงคุณแม่จะได้สามารถจัดการได้อย่างถูกวิธี แต่หากคุณแม่คลอดลูกมาสักพักแล้วแต่น้ำนมยังไม่มาเลย เจ้าตัวเล็กยังไม่ได้กินนมแม่เลย ก็ต้องรีบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการให้นมแม่โดยด่วน หรือให้สะดวกที่สุดไปถามกับคุณหมอเลยค่ะ 2. เริ่มเร็วดีที่สุด เวลาที่ดีที่สุดของการเริ่มให้นมลูกครั้งแรก คือ “เริ่มให้เร็วที่สุด” ค่ะ คลอดปุ๊บให้ปั๊บได้เลยยิ่งดีเพราะการที่เจ้าตัวเล็กได้ดูดนมแม่เร็ว ยิ่งเป็นการช่วยกระตุ้นให้น้ำนมของคุณแม่ไหลเร็ว และมีปริมาณน้ำนมมากเพียงพอตามความต้องการของร่างกายลูกรักค่ะ 3. สัมผัสแห่งรักช่วยได้เยอะ การให้ลูกน้อยนอนบนอกของคุณแม่แบบปราศจากเสื้อผ้าเพียงแค่นำผ้ามาคลุมเจ้าตัวเล็กไว้ จะทำให้ลูกรู้สึกคุ้นเคย และชินกับสัมผัสและกลิ่นของคุณแม่ได้ดีที่สุดค่ะ และเขาจะเคยชินหรือติดการอยู่หน้าอกของคุณแม่ คราวนี้เรื่องการให้ลูกฝึกดูดนมจากเต้าก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ 4. คัดเต้าปุ๊บ... ดูดปั๊บ ทารกน้อยวัยแรกเกิดนั้นมักหิวบ่อยค่ะ ในแต่ละวันเขาอาจมีความต้องการดูดนมคุณแม่ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อไรก็ตามที่คุณแม่รู้สึกว่ามีอาการคัดตึงหน้าอก ผู้ช่วยที่ดีที่สุดคือเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดคุณค่ะ คัดปุ๊บให้ลูกดูดปั๊บจนเกลี้ยงเต้า รับรองว่าอาการปวดคัดเต้าจะทุเลาแถมยังกระตุ้นให้มีน้ำนมออกมาสม่ำเสมอ เจ้าตัวเล็กก็ได้ฝึกดูดด้วยค่ะ 5. รู้จักพฤติกรรมลูก คุณแม่มืออาชีพต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของลูกค่ะว่าเขาหิวหรือยัง ช่วงเวลาไหนที่เขาจะร้องงอแงเพราะท้องหิวและต้องการกินนม หากคุณแม่รู้จักพฤติกรรมและสัญญาณเหล่านี้ของลูกก็จะสามารถตอบสนองการกินนมของลูกได้อย่างทันใจ แต่ถ้าไม่รู้แล้วสุ่มๆ กระเตงลูกเข้าเต้าโดยที่เขาไม่หิวก็ไม่มีประโยชน์นะคะ 6. ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ การที่คุณแม่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นเรื่องสำคัญมากในการให้นมลูกค่ะ เพราะการพักผ่อนน้อยจะส่งผลให้น้ำนมคุณแม่ไหลน้อยด้วย ร่างกายของคุณแม่ก็จะยิ่งอ่อนเพลียมากขึ้น ดังนั้น เมื่อลูกหลับลองหลับไปพร้อมกับลูกด้วยจะดีมากค่ะ 7. มีแผนการ เมื่อเวลาของการลาคลอดหมดลงและคุณแม่ต้องกลับไปเป็น Working Woman แล้ว ต้องมีแผนการสำหรับการให้นมเจ้าตัวเล็กนะคะ ลองมองหาเครื่องปั๊มนมดีๆ สักเครื่องมาปั๊มนมที่ทำงานในเวลาที่คัดเต้า หรือปั๊มตามเวลาเดิมที่เจ้าตัวเล็กเคยดูด พอกลับบ้านก็กระเตงลูกเข้าเต้าตามปกติ จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมคุณแม่ยังไหลอย่างสม่ำเสมอค่ะ 8. ขยันปั๊ม หมั่นเก็บ เมื่อมีเครื่องปั๊มนม คุณแม่ต้องหมั่นปั๊มให้มีน้ำนมไหลอย่างสม่ำเสมอและเพียงพอกับความต้องการของลูกน้อยในแต่ละวัน ซึ่งเมื่อมีการปั๊มนมเกิดขึ้นคุณแม่ก็ต้องศึกษาวิธีการเก็บสต๊อกน้ำนมอย่างถูกต้องด้วยนะคะ 9. ให้ลูกกินนมจากเต้าอย่างต่อเนื่อง อย่าใช้เครื่องปั๊มเพียงอย่างเดียว เมื่อคุณแม่กลับจากทำงานต้องกระเตงลูกเข้าเต้าเหมือนเดิมด้วย เพื่อให้ลูกได้ฝึกการดูดกระตุ้นพัฒนาการของเขาเอง และให้ช่วงเวลาของการให้นมเป็นช่วงแห่งการถ่ายทอดสายใยความรักระหว่างลูกน้อยและคุณแม่ค่ะ การให้นมแม่นั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องทำอย่างมีวินัย หมั่นให้นมลูกรักบ่อยๆ อย่าท้อแท้ และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารบำรุงน้ำนมเป็นประจำนะคะ และเมื่อไรก็ตามที่คุณแม่มีปัญหาค้างคาใจเรื่องการให้นมแม่ อย่าเก็บความกังวลไว้กับตัวเองค่ะ เพราะความเครียดจะยิ่งทำให้น้ำนมคุณแม่ไหลน้อย ทางที่ดีที่สุดคือไปปรึกษาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่โดยเฉพาะดีที่สุดค่ะ

เลือกรองเท้าอย่างไรให้ลูกรักวัยหัดเดิน
เจ้าตัวเล็กวัยเตาะแตะหัดเดิน หัดวิ่ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีรองเท้าดีๆ คู่ใจสักคู่ให้เขาสวมใส่ยามออกสำรวจโลกกว้างเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวนะคะ วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกรองเท้าคู่ใจให้ลูกรักวัยหัดเดินมาฝากกันค่ะ พิถีพิถันเรื่ององค์ประกอบ รองเท้าสำหรับลูกน้อยวัยหัดเดินควรระบายความอับชื้นได้ดีค่ะ โดยคุณแม่อาจเลือกรองเท้าที่ทำจากหนังแท้หรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี มีน้ำหนักเบา เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัวยามเขาออกสำรวจโลกกว้างตามความอยากรู้อยากเห็นค่ะ ซึ่งลูกวัยเตาะแตะนี้ยังทรงตัวได้ไม่ดีนัก ดังนั้นรองเท้าน้ำหนักเบาจึงช่วยให้เขาสบายเท้า จนรู้สึกคุ้นเคยและชื่นชอบการใส่รองเท้าค่ะ พื้นรองเท้าต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อเท้าเล็กๆ ของลูกน้อยจะได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระ กล้ามเนื้อมัดใหญ่บริเวณขาของลูกรักจะพัฒนาและแข็งแรง ดังนั้น เมื่อถึงเวลาเลือกรองเท้าคุณแม่ลองจับบริเวณส่วนหัวและส้นรองเท้างอเข้าหากันเพื่อทดสอบความยืดหยุ่นของพื้นดูสิคะ ถ้าหัวและส้นของรองเท้างอเข้าหากันได้มากแสดงว่ายืดหยุ่นดี... หยิบให้เจ้าตัวเล็กลองใส่เลยค่ะ ใส่ใจเรื่องสุขภาพเท้า นอกจากการดูรายละเอียดของรองเท้าเบื้องต้นทั้งวัสดุที่ใช้ รวมไปถึงความยืดหยุ่นแล้ว คุณแม่ควรใส่ใจกับสุขภาพเท้าของลูกน้อยด้วยค่ะ เวลาเลือกรองเท้าให้คุณแม่ลองใช้นิ้วมือกดพื้นผิวของรองเท้าเพื่อทดสอบความนุ่มของรองเท้า และสำรวจด้านในว่าการตัดเย็บเรียบร้อยดีไหม มีรอยตะเข็บหรือขอบแข็งๆ ที่เสี่ยงจะเสียดสีผิวบอบบางของลูกรักจนเป็นแผลหรือเปล่านะคะ รองเท้าที่มีแผ่นรองด้านในโค้งรับเท้านั้นไม่จำเป็นสำหรับเจ้าตัวเล็กนะคะ เพราะเขาจำเป็นต้องรอให้กระดูกและเส้นเอ็นของเท้าเจริญเติบโตตามธรรมชาติให้สมบูรณ์ก่อนค่ะ รองเท้าแบบมีแผ่นรองนั้นหลัง 3 ขวบค่อยมาพิจารณาความเหมาะสมกันอีกครั้งนะคะ ขนาดของรองเท้าต้องพอดีกับเท้าลูก ไม่หลวมหรือบีบเท้าจนเกินไป โดยคุณแม่ต้องลองกดบริเวณหัวรองเท้าขณะลูกน้อยสวมว่ายังมีพื้นที่เหลือหรือไม่ ถ้าไม่มีแสดงว่าคับเกินไป แต่หากมีพื้นที่ว่างเกินกว่า 1 เซนติเมตรถือว่าหลวมเกินไปค่ะ การเลือกรองเท้าให้ลูกรักนั้นไม่ยากเลยนะคะ เพราะปัจจัยสำคัญในการเลือกก็คือความสบายและปลอดภัยของเท้าไม่ต่างจากการเลือกรองเท้าของคุณพ่อคุณแม่เองเลยค่ะ เพียงแต่ควรเลือกรองเท้าที่ออกแบบมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะ นอกจากนี้ท่องไว้เลยค่ะว่ารองเท้าราคาแพงอาจไม่ใช่สิ่งที่ดีและเหมาะกับลูกเราเสมอไป และที่สำคัญควรพาลูกไปลองใส่เดินเองก่อนตัดสินใจซื้อจะดีที่สุดค่ะ

SAY NO! กับการงัดดั้งลูกรัก
ใครบ้างไม่อยากให้ลูกมีหน้าตาสวยหล่อ โดยเฉพาะศัพท์สำคัญอย่างการ “งัดดั้ง” หรือการทำให้รูปจมูกลูกน้อยมีความโด่งสวยเช่นเดียวกับคนยุโรปนั้นจึงมีมาให้เห็น และเป็นความเชื่อของคุณพ่อคุณแม่ว่าหากต้องการให้ลูกน้อยเข้าเทรนด์หล่อสวยโกอินเตอร์กับจมูกได้รูปต้องบีบต้องปั้นด้วยนิ้วมือแต่วัยเยาว์ให้โด่งนูนขึ้นมา แท้จริงแล้วเรื่องลักษณะโครงสร้างใบหน้ามีผลมาจากยีนที่กำหนดมาแต่เดิมอยู่แล้ว แม้จะมีปัจจัยอื่นมาร่วมด้วยแต่ก็เป็นส่วนน้อย การคาดหวังให้โครงร่างกระดูกของชาวเอเชียอย่างคนไทยเราที่มีลักษณะค่อนข้างยุบไปโด่งเท่ากับคนยุโรปจึงเป็นไปได้ยาก แล้วงัดดั้งคือวิธีช่วยให้ลูกมีดั้งโด่งจริงหรือไม่ มาดูคำตอบกันค่ะ นิ้วดันเสริมความโด่งได้จริงหรือ การใช้นิ้วดัน หรือทำการบีบ คลึงจมูก สามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูกได้จริง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดและไม่เป็นผลดีนัก หากถ้าแบ่งตามสรีรวิทยาของจมูกจะสามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ... สันจมูก (กระดูกแข็ง) ปลายจมูก หรือด้านข้างจมูก (กระดูกอ่อน) ส่วนที่คุณพ่อคุณแม่ไม่สมควรทำการสัมผัสหรือบีบ คลึงเลย คือส่วนที่สองซึ่งเป็นบริเวณของกระดูกอ่อน เพราะมีเส้นเลือดหล่อเลี้ยงค่อนข้างมาก การบีบตำแหน่งนี้จึงเสี่ยงต่อการอักเสบ และบวม ที่สำคัญภายในโพรงจมูกลูกน้อยที่คุณพ่อแม่ไม่เคยเห็นอาจมีก้อนเนื้อ หรือความผิดปกติอื่นซ่อนอยู่ ดังนั้นหากเกิดความผิดปกติในเจ้าตัวน้อยที่ยังหายใจทางปากไม่เป็น อาจส่งผลให้ระบบหายใจของเขาเกิดความผิดปกติได้ อย่างไรก็ตามถ้าคุณพ่อคุณแม่คิดจะลองนวดสักครู่เพื่อทดสอบดูให้รู้ไปว่ามันไม่เป็นความจริง ขอให้นวด หรือใช้นิ้วชี้ดันด้านข้างจมูกของลูกเบาๆ แค่นั้นก็เพียงพอ และยังอยู่ในขอบเขตความปลอดภัยของลูกน้อยค่ะ ไม้หนีบ อุปกรณ์วิเศษ? ในเมื่อนิ้วมือที่ทั้งดุนทั้งดันกันแต่ยังเล็กยังไม่รอด ความพยายามต่อยอดค่านิยมให้กับเด็กที่กำลังโตขึ้นด้วยการใช้ “ไม้หนีบผ้า” คงไม่เป็นผลดีเท่าไร คุณพ่อคุณแม่ลองมาคิดทบทวนดูว่าหากไม้หนีบได้ผลจริงทำไมศัลยแพทย์เสริมความงามยังคงต้องใช้ซิลิโคนในการเสริมรูปจมูกให้สวยงาม จริงไหมคะ ที่สำคัญผลของไม้หนีบผ้าหากหนีบไปในระยะเวลานานๆ ไม่เพียงแต่จะทำให้ลูกน้อยที่เป็นเจ้าของใบหน้าเจ็บๆ ชาๆ บริเวณดั้งแล้ว ยังอาจทำให้เกิดเลือดคลั่ง อักเสบ และติดเชื้อ เนื้อเยื่อบริเวณที่บีบอาจตายได้ เนื่องจากเลือดไปหล่อเลี้ยงไม่ถึง คราวนี้แทนที่ดั้งจะโด่งเราอาจได้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้าม คือยุบ หรือผิดรูปแทน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรหมั่นสังเกตและให้คำแนะนำลูกน้อยที่เริ่มโตขึ้น และมีความสนใจในรูปลักษณ์ของตัวเองอย่างถูกต้องเพื่อให้ลูกรักของคุณพ่อคุณแม่ไม่เลือกใช้วิธีผิดแปลกและส่งผลเสียต่อความสวยหล่อ สมวัย และมีความสุขของพวกเขา ข้อแนะนำเสริมภูมิคุ้มกันลูกน้อยห่างไกลค่านิยมผิดๆ 1. สร้างความมั่นใจ ถึงแม้รูปลักษณ์จะสำคัญ แต่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรเปรียบเทียบหรือตำหนิใบหน้าของลูก หรือล้อเลียนว่าลูกดั้งแหมบ ดั้งบี้ หรือพูดให้ลูกรู้สึกว่าตนเองผิดปกติ (ทั้งๆ ที่ความจริงก็น่ารักสมวัย) จนลูกเกิดความกดดันและเสี่ยงทำพฤติกรรมผิดๆ 2. สร้างค่านิยมเรื่องความสามารถและนิสัยมากกว่ารูปลักษณ์ เพราะการเสพสื่อในปัจจุบันทำให้ลูกน้อยอยากมีใบหน้าสวยหล่อตามแบบดารา เพื่อให้ได้รับเงินหรือได้รับความสนใจ จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกน้อยด้วยการเสริมเรื่องจริยธรรมและการแข่งขันด้วยความสามารถแทน 3. ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการรับสื่อ หากลูกน้อยมีข้อสงสัยสอบถาม คุณพ่อคุณแม่ควรอธิบายและตอบคำถามตามข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ลูกรับสื่อผิดๆ จนอาจนำไปปฏิบัติให้เกิดความอันตรายแก่ตัวได้ คุณพ่อคุณแม่ทุกคนเป็นบุคคลสำคัญที่มีส่วนในการกำหนดชีวิตของลูกรัก เริ่มต้นด้วยศึกษาและทำความเข้าใจกับความเชื่อของตนเอง และหมั่นชมเชยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกน้อย แค่นี้ลูกของเราก็เป็น “คนพิเศษ” กว่าใครโดยไม่ต้องงัด ไม่ต้องพยายามแล้ว
รับมือคุณลูกขี้เบื่ออาหาร
การสรรหาเมนูที่ถูกปากลูก ได้สารอาหารครบถูกใจคุณแม่มาให้สมาชิกตัวเล็กในบ้าน ดูจะเป็นปัญหาที่บรรดาคุณแม่ทั้งหลายต่างเคยประสบกันมาแล้วโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะเมื่อเจอเจ้าตัวเล็กเลือกกิน ปัญหาเรื่องบนโต๊ะอาหารจึงกลายเป็นปัญหาครอบครัวได้เลยทีเดียว ลองนำเคล็ดลับที่เรานำมาฝากไปใช้ คุณแม่จะไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องปากท้องของลูกน้อยอีกต่อไป สร้างบรรยากาศการกิน คุณแม่หลายท่านพิถีพิถันเลือกอาหารที่มีประโยชน์ครบคุณค่าให้กับลูกของตัวเอง แต่กลับเปล่าประโยชน์เพราะเจ้าตัวเล็กแทบไม่อยากแตะอาหาร การสร้างบรรยากาศให้มื้ออาหารเป็นเวลาของครอบครัว กินข้าวพร้อมหน้าพ่อแม่ลูก จะทำให้ลูกเพลิดเพลินและอร่อยกับอาหารมากกว่าการปล่อยให้ลูกกินเพียงลำพัง หรือแยกกินระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งในบางมื้ออาจเตรียมอาหารของผู้ใหญ่โดยปรับรสชาติให้เหมาะสมกับเด็กมาขึ้นโต๊ะอาหารบ้าง ลูกก็จะรู้สึกดีที่ได้กินอาหารเหมือนผู้ใหญ่ค่ะ สลับเมนูแก้เบื่อ การให้ลูกกินอาหารเมนูเดิมซ้ำๆ จะทำให้เจ้าตัวเล็กเบื่ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเช้าที่ขาดไม่ได้และเป็นมื้อสำคัญ ที่ให้พลังงานสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่ การสลับสับเปลี่ยนเมนูให้มีความหลากหลายและเพื่อให้ลูกได้มีทางเลือก ก็จะทำให้เจ้าตัวเล็กมีจำเจกับอาหารเดิมๆ ขอให้หนูมีส่วนร่วม การให้ลูกมีส่วนร่วมในการเสนอเมนูที่เขาอยากกิน โดยการถามความเห็นลูกว่ามื้อเย็นบ้านเราจะกินอะไรกันดี หรือให้ลูกมีส่วนร่วมในการประกอบอาหารเขาเสนอ เช่น หยิบของจากตู้เย็น จะทำให้ลูกกระตือรือร้นกับมื้ออาหารและรู้สึกว่าการกินอาหารมื้อนั้นอร่อยมากขึ้น ฟาสต์ฟู้ดบ้างก็ได้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันอาหารฟาสต์ฟู้ดเข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมากขึ้น และบางครั้งทำให้เจ้าตัวเล็กในบ้านอยากจะลองกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ้าง ซึ่งคุณแม่สามารถสร้างสรรค์ฟาสต์ฟู้ดโฮมเมดที่มีคุณค่าอาหารครบครันให้ลูกได้ที่บ้าน เช่น พิซซ่า เฟรนซ์ฟราย แฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด ซึ่งเป็นเมนูที่ทำได้ง่าย รวดเร็ว ไม่จำเจ สามารถคัดสรรวัตถุดิบที่สดใหม่ และควบคุมการปรุงรสได้ด้วยตัวคุณแม่เอง เติมสารอาหารให้ลูกน้อย ในทุกมื้อของลูกรักคุณแม่ต้องไม่ลืมเติมสารอาหารที่จำเป็นให้ครบถ้วนด้วย หลักๆ แล้วอาหารที่วัยซนต้องได้รับอย่างเต็มที่ก็คือ... Ÿโปรตีน ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต สร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ได้จากเนื้อ นม ไข่ Ÿ วิตามิน ช่วยการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง ได้จากผักและผลไม้ Ÿ แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟันของลูกให้แข็งแรง ได้จากนม ปลาเล็กปลาน้อยทอดทั้งตัว ธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ได้จาก ตับ ถั่ว และเนื้อแดง เมื่อหมดปัญหาเรื่องอาหารการกินของเจ้าตัวเล็กแล้ว อย่าลืมให้ลูกออกกำลังกาย เพราะหากเด็กไม่ออกกำลังกายจะทำให้การเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและร่างกายไม่ดีนัก จึงควรพาลูกออกไปเล่นกลางแจ้ง พาไปเที่ยว อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ สวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่น การปล่อยให้ลูกเล่นซนโดยอยู่ในสายตา ก็เป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้กล้ามเนื้อแขนขา การเต้นของหัวใจ และอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายแข็งแรงสมวัย และยังช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้เรียนรู้การเข้าสังคมจากการได้เล่นกับเพื่อนอีกด้วยค่ะ

สัปดาห์ที่ 18: การได้ยินของหนูเกือบสมบูรณ์แล้ว
เข้าสู่ช่วงสัปดาห์ที่ 18 เจ้าตัวเล็กของคุณจะมีพัฒนาการของหูที่สมบูรณ์ประสานกับเซลล์ประสาทส่วนการรับรู้ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการฟังเกือบสมบูรณ์แล้ว ส่วนตัวคุณแม่ตั้งครรภ์จะเริ่มสังเกตเห็นได้ว่าผิวของตัวเองคล้ำขึ้นง่ายมากๆ และปัญหาฝ้าก็เริ่มก่อตัวด้วย Week 18 ของการตั้งครรภ์: รู้สึกหน้ามืดบ่อยๆ อาการเด่นๆ ของคุณแม่ที่มีอายุครรภ์ 18 สัปดาห์มีความคล้ายคลึงกับช่วงสัปดาห์ก่อนอยู่บ้างในเรื่องของระบบหัวใจและหลอดเลือดที่มีการเปลี่ยนแปลง ความดันเลือดที่ลดลงทำให้การลุกยืนเร็วๆ อาจทำให้เกิดอาการหน้ามืดได้ง่ายค่ะ นอกจากนี้สัปดาห์ที่ 18 ยังมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับคุณแม่ดังนี้ค่ะ เป็นระยะที่ผิวหนังของคุณแม่จะมีสีคล้ำขึ้นได้ง่าย เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นมากขณะตั้งครรภ์ทำให้เม็ดสีใต้ผิวหนังไวต่อแสงมากขึ้นถึง 3 เท่า โดยบริเวณผิวคุณแม่จะดำคล้ำได้ง่ายคือ ใบหน้า โหนกแก้ม ข้อพับ หัวนมและลานนม สะดือค่ะ ระยะนี้คุณแม่อาจมีรู้สึกเจ็บบริเวณขาหนีบ อาจมีอาการปวดจี๊ดๆ ที่ขาหนีบข้างใดข้างหนึ่ง ซึ่งสาเหตุเกิดจากมดลูกเคลื่อนออกจากเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อและเอ็นที่คอยพยุงอยู่ยืดตัวออก โดยเฉพาะในขณะที่ยืนคุณแม่จะรู้สึกเหมือนยืดตัวขึ้นไม่ได้ แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ ภายในไม่กี่สัปดาห์อาการนี้จะหายไปเองค่ะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 18 สัปดาห์ สัปดาห์ที่ 18 นี้ลูกน้อยจะมีความยาวประมาณ 21 เซนติเมตร และหนักประมาณ 235 กรัม ระบบภายในร่างกายหลายเริ่มมีการทำงานได้สมบูรณ์มากขึ้น และมีพัฒนาการเด่นๆ คือ ประสาทสัมผัสการได้ยินของลูกเริ่มทำงานได้แล้วในสัปดาห์นี้ โดยกระดูกชิ้นเล็กๆ ในหูชั้นกลางซึ่งเป็นทางผ่านของเสียงเข้าสู่หูชั้นในแข็งขึ้น สามารถส่งสัญญาณการสั่นสะเทือนของเสียงได้ดีขึ้น ส่วนหูชั้นในและเซลล์ประสาทส่วนการรับรู้และส่งสัญญาณจากหูพัฒนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าหูของลูกน้อยมีการพัฒนาอย่างสมบูรณ์ค่ะ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 18” การดูแลตัวเองของคุณแม่ในช่วงสัปดาห์ที่ 18 นั้น ในเรื่องอาหารการกินแนะนำให้เน้นการทานเนื้อปลาค่ะ เนื่องจากในเนื้อปลาอุดมด้วยโปรตีนที่ย่อยง่ายกว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ช่วยซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ ให้กลับมามีสภาพดีดังเดิม มีกรดอะมิโนที่มีผลต่อการพัฒนาสมอง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้นอนหลับสนิท ที่สำคัญคือมีกรดไขมันจำเป็นโอเมก้า 3 ป้องกันการสะสมตัวของไขมันอิ่มตัวสาเหตุของโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังอุดมด้วยไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และวิตามินบี 1 บี 2 ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ อีกเรื่องที่น่าจะสำคัญสำหรับคุณแม่ก็คือปัญหาท้องลายที่ตามมาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ก่อนๆ ปัญหาเรื่องฝ้าและจุดด่างดำบนใบหน้าที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดังนั้น อย่าลืมทาครีมบำรุงป้องกันไว้ก่อนตั้งแต่เนิ่นๆ และควรหลีกเลี่ยงการโดนแดดตรงๆ แรงๆ หรือหากจำเป็นควรพกร่มไปด้วยทุกครั้ง หรือทาครีมกันแดดป้องกัน ซึ่งคุณแม่สามารถขอคำแนะนำเรื่องครีมกันแดดที่สามารถใช้ได้จากคุณหมอที่ฝากครรภ์ได้ค่ะ สัปดาห์ที่ 18 แล้วหากจะเริ่มมีปัญหาผิวพรรณก็ไม่ต้องกังวลมากนะคะ คิดแง่บวกไว้ก่อนว่านี่เป็นปัญหาเฉพาะช่วงตั้งครรภ์ เดี๋ยวพอคลอดปุ๊บความสวยก็จะหวนกลับมาเป็นของคุณแม่เหมือนเดิม หากปฏิบัติตัวตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด ดูแลผิว ควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์ได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวค่ะ
สัปดาห์ที่ 17: ถึงเวลาเลือกชุดคลุมท้องแล้วละ
หากคุณแม่ยังไม่ได้ซื้อชุดคลุมท้องอย่างจริงจัง ขอแนะนำให้เริ่มช้อปปิ้งชุดที่ถูกใจได้แล้วค่ะ เพราะการเคลื่อนไหวในขณะท้องโย้นั้นจะสะดวกสบายขึ้นกว่าเดิมมากค่ะ แล้วในสัปดาห์ที่ 17 ของการตั้งครรภ์นี้ยังมีอะไรที่คุณแม่ควรใส่ใจอีกบ้างนะ ต้องมาดูค่ะ Week 17 ของการตั้งครรภ์: ควรสวมชุดคลุมท้องได้แล้ว ขณะที่ทารกน้อยเติบโตขึ้นร่างกายของคุณแม่จะมีการสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวค่ะ มดลูกก็จะขยายขนาดมากขึ้นจนคุณแม่ต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอีกครั้งแล้ว ซึ่งคราวนี้ควรเลือกสวมชุดคลุมท้องได้แล้วนะคะเพื่อให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้นนั่นเอง และช่วงสัปดาห์ที่ 17 นี้คุณแม่จะได้รับการตรวจอาการของโรคต่างๆ ที่สามารถส่งต่อมายังทารกในครรภ์ได้ เช่น หัดเยอรมัน HIV ไวรัสตับอักเสบบี ธาลัสซีเมีย เป็นต้น โดยช่วงสัปดาห์นี้ดวงตาของคุณแม่อาจจะรู้สึกแห้งเนื่องจากเลือดไปเลี้ยงดวงตาและกระจกตาน้อยกว่าปกติค่ะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 17 สัปดาห์ ช่วงนี้ลูกน้อยจะมีขนาดตัวยาวประมาณ 18 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 185 กรัม โดยเขาจะเริ่มขมวดคิ้วได้ เริ่มมีกล้ามเนื้อ กำลังพัฒนาระบบรับรสและสามารถแยกรสชาติของน้ำคร่ำได้แล้วค่ะ ซึ่งพัฒนาการด้านอื่นๆ ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้ค่ะ เริ่มมีการสร้างต่อมเหงื่อ ระบบทางเดินโลหิตและทางเดินปัสสาวะมีครบสมบูรณ์แล้ว หลอดลมฝอยที่ทำหน้าที่ลำเลียงอากาศเริ่มแตกแขนงออกจากหลอดลมแผ่ไปทั่วปอด ทำให้ปอดของลูกน้อยพร้อมจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปแล้วค่ะ ลูกเริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น สะอึกได้ และสามารถกะพริบหนังตาได้ด้วย เริ่มสะสมชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกาย คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 17” พอก้าวเข้าสู่ช่วงเดือนที่ 5 คุณแม่จะเริ่ม “กินเก่ง” และรู้สึกอยากกินอาหารมากขึ้น แต่อย่าเพิ่มตามใจปากมากเกินพอดีนะคะ เพราะอาจส่งผลต่อน้ำหนักตัวที่มากเกินไปได้ ทีนี้จะมาลดตอนหลังคลอดก็จะยากแล้วค่ะ ขอให้ทานแบบพอดี ทานพออิ่ม แต่ทานแบบได้สารอาหารเต็มที่นะคะ และนอกจากเรื่องกินแล้วมีเรื่องอื่นๆ ที่คุณแม่ต้องใส่ใจเพิ่มเติมด้วยดังนี้ค่ะ คุณแม่ยังสามารถมีเพศสัมพันธ์กับคุณพ่อได้อย่างปลอดภัย โดยควรมีเพศสัมพันธ์ด้วยท่วงท่าที่เหมาะสมและคุณแม่ไม่อยู่ในสภาวะที่เสี่ยงนะคะ ระยะนี้ศูนย์ถ่วงคุณแม่จะไม่ค่อยสมดุลอาจทำให้หกล้มได้ง่าย แนะนำให้เลือกรองเท้าส้นเตี้ยมาสวมใส่เพื่อความสบายและความปลอดภัย หากมีอาการตาแห้งลองใช้ยาหยอดตาเพื่อเติมความชุ่มชื่นให้กับดวงตา หากคุณแม่ใส่คอนแทคเลนส์อาจรู้สึกตาแห้งง่ายกว่าเดิม จึงควรใส่แค่ช่วงสั้นๆ หรือถ้าเป็นไปได้อาจเปลี่ยนมาใส่แว่นตาแทนดีกว่า หากคุณแม่ยังไม่เคยพบทันตแพทย์เลยตลอดช่วงที่ผ่านมาของการตั้งครรภ์ ตอนนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมแล้วค่ะเพราะคุณแม่จะเริ่มมีปัญหาสุขภาพเหงือกและฟันแล้ว และยังเป็นช่วงที่คุณแม่ควรวางแผนเกี่ยวกับการทำงานและการลาคลอดตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วย พอใกล้คลอดจะได้ไม่เครียดหรือเหนื่อยเกินไปค่ะ
สัปดาห์ที่ 16: แม่รู้สึกแล้วนะว่า “ลูกดิ้น”
ช่วง Happy Time ของคุณแม่เริ่มขึ้นแล้วค่ะ เพราะอาการแพ้ท้องหายไปเป็นปลิดทิ้งแล้วในสัปดาห์นี้ แถมการสะกิดหน้าท้องคุณแม่เบาๆ ด้วยการขยับตัวของลูกน้อยก็ก่อเกิดความสุขอย่างล้นเหลือให้คุณแม่ค่ะ แต่ก็มีอาการบางอย่างที่อาจทำให้คุณแม่หงุดหงิดใจเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน จะเป็นเรื่องอะไรต้องตามมาดูค่ะ Week 16 ของการตั้งครรภ์: เริ่มมีอาการเกี่ยวกับหลอดเลือด มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในช่วงสัปดาห์นี้ต้องการเลือดไปหล่อเลี้ยงมากขึ้นค่ะ ร่างกายของคุณแม่จึงจะสร้างปริมาณเลือดเพิ่มขึ้น แถมเส้นเลือดต่างๆ ยังขยายตัวโป่งพองเนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงด้วยทำให้คุณแม่หลายคนมีอาการเส้นเลือดขอด เป็นริดสีดวง หรือมีเลือดกำเดาไหลได้ง่ายๆ นะคะ พัฒนาการของลูกรักในช่วงอายุครรภ์ 16 สัปดาห์ ทารกจะเจริญเติบโตจนมีความยาวประมาณ 16 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 135 กรัมแล้วในช่วงการตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 16 และมีพัฒนาการด้านต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นดังนี้ค่ะ เริ่มเคลื่อนไหวไปรอบๆ มากขึ้นเป็นการเคลื่อนไหวที่สามารถทำให้คุณแม่รู้สึกได้ จำนวนเซลล์ประสาทของทารกเพิ่มขึ้นเท่ากับผู้ใหญ่ มีการเชื่อมโยงระหว่างระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เขาสามารถควบคุมการขยับแขนขาและการเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้น Ÿระบบประสาทเริ่มสร้างปลอกหุ้มรอบเส้นใยประสาทเพื่อให้ระบบประสาทเชื่อมต่อกันเร็วขึ้น Ÿโครงกระดูกหนาแน่นและมีแคลเซียมมาเกาะมากขึ้น Ÿหัวใจของลูกน้อยสามารถสูบฉีดโลหิตได้ประมาณ 52 ลิตร และไตเริ่มทำงานได้เหมือนผู้ใหญ่แล้วในสัปดาห์นี้ Ÿอวัยวะเพศพัฒนาจนสามารถบอกเพศได้ชัดเจน และทารกเพศหญิงจะมีรังไข่และไข่นับล้านๆ ใบเริ่มก่อตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการมีลูกแล้วค่ะ คุณแม่ต้องดูแลตัวเองอย่างไรใน “Week 16” เรื่องที่คุณแม่ต้องเน้นในช่วงนี้คือเรื่องการกินที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่สะอาด หรืออาหารปนเปื้อนเพราะอาจส่งผลร้ายต่อลูกน้อยในท้องได้ค่ะ ที่สำคัญคือต้องดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ผิวและดีต่อระบบการทำงานของหลอดเลือดอีกด้วย นอกจากนี้คุณแม่ควรหมั่นบริหารข้อเท้า งอนิ้วหัวแม่เท้าบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ไม่ควรนั่งหรือยืนอยู่กับที่นานๆ ลองลุกเดินไปมาเพื่อเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ บ้างเป็นการออกกำลังเบาๆ ไปในตัวนะคะ แสงแดดช่วงเวลา 11 โมงไปจนถึงบ่าย 3 โมงเป็นช่วงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงนะคะ เพราะเป็นอันตรายต่อผิว ถ้าโดนแดดช่วงนี้บ่อยๆ เกิดฝ้าได้ง่ายๆ เลยค่ะ อ้อ... เวลาออกไปข้างนอกอย่าลืมพกสมุดฝากครรภ์ติดตัวไปด้วยนะคะ เผื่อมีเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องพบแพทย์ด่วน คุณหมอจะได้ทำการวินิจฉัยและตรวจรักษาได้อย่างถูกต้องค่ะ